
รอยร้าวในเวที จี20 ศึกนี้เดิมพันชะตาศก.โลก
แม้ปีนี้จะเป็นปีที่ได้รับการคาดหวังในวงกว้างว่าจะเป็นปีอันสดใสของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
แม้ปีนี้จะเป็นปีที่ได้รับการคาดหวังในวงกว้างว่าจะเป็นปีอันสดใสของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้ปีนี้จะเป็นปีที่ได้รับการคาดหวังในวงกว้างว่าจะเป็นปีอันสดใสของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
แต่แล้วโดมินิก สเตราส์คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลับต้องหมองหม่นยิ่งกว่าปีก่อน อีกทั้งยังออกหน้าเตือนนานาประเทศหลายต่อหลายครั้ง ถึงแนวโน้มอันตรายที่กำลังก่อตัวขึ้นในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจริงๆ ตามคาดการณ์ แต่ฟื้นเฉพาะส่วนเท่านั้น
การฟื้นเฉพาะส่วน หรือเฉพาะภูมิภาคนี่เองที่ก่อให้เกิดปมปัญหา และการเผชิญหน้า จนบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างสมบูรณ์แบบ
การประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มประเทศ จี20 ที่ประเทศเกาหลีใต้ในสัปดาห์นี้ IMF คาดหวังที่เห็นประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งใน จี20 หันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมกันแสวงหาทางออก แทนที่จะใช้เป็นเวทีตอบโต้กัน “อย่างเป็นทางการ”
สเตราส์คาห์น ย้ำว่า “จิตวิญญาณของการร่วมมือกันจะต้องธำรงไว้ หากปราศจากสิ่งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะตกอยู่ในหายนะ”
“จิตวิญญาณของการร่วมมือกัน” ดังที่ สเตราส์คาห์น ได้ตอกย้ำ คือหลักการพื้นฐานของ จี20 นั่นคือ การเป็นเวทีความร่วมมือให้คำปรึกษา เพื่อธำรงเสถียรภาพของระบบการเงินโลก
อย่างไรก็ตาม จี20 เริ่มแปรสภาพเป็นเวทีแลกหมัดระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา
รอยร้าวภายใน จี20 ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของโลกเศรษฐกิจ 2 ขั้ว เริ่มที่ชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ ภาวะเสียงแตกกลายเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังว่า จะพบพานในการประชุม จี20 สองวาระในเดือนนี้และเดือนหน้า
ทั้งนี้ รอยร้าวภายใน จี20 เกิดขึ้นจากความขัดแย้งหลักๆ 2 ประเด็น
ความขัดแย้งในประเด็นถอนหรือไม่ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คู่กรณีที่ชัดเจน คือประเทศพัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนา
และความขัดแย้งในประเด็นค่าเงิน ซึ่งมีคู่กรณีหลายประเทศ ตั้งแต่กรณีเงินเหรียญสหรัฐ เงินหยวน จนถึงกรณีค่าเงินเรอัล ของบราซิล โดยรวมคือ เงินสกุลหลักของโลกกำลังมีปัญหา ไม่อ่อนค่าเกินไป ก็แข็งค่าเกินควร
ประเด็นแรก เริ่มเป็นที่ชัดเจนขึ้น ภายหลังจากที่ทุกฝ่ายเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า ประเทศพัฒนาแล้วยังไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้ จึงอะลุ่มอล่วยให้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ดังที่สหรัฐกับญี่ปุ่นแย้มท่าทีไว้ล่วงหน้า
ส่วนประเด็นหลัง มีความซับซ้อนมากกว่าผลประโยชน์ทางการค้าที่เสื่อมถอยลงจากความผันผวนของสกุลเงินหนึ่งๆ เพราะแท้จริงแล้ว ประเด็นค่าเงินยังแฝงไว้ซึ่งการแย่งชิงดุลอำนาจทางการเมือง
เมื่อช่วงต้นปีกลุ่มประเทศ BRIC อันประกอบด้วยผู้นำตลาดเกิดใหม่ใน จี20 คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน เริ่มแสดงท่าทีเป็น “ปฏิปักษ์” กับประเทศพัฒนา ด้วยการประสานเสียงเรียกร้องให้หันมาเน้นเงินสกุลอื่น แทนที่เงินเหรียญสหรัฐในทุนสำรองระหว่างประเทศ
แต่ข้อเสนอนี้ ได้รับการต้านทานอย่างต่อเนื่องจากทั้งองค์กรการเงินระดับโลกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลโลกตะวันตกอย่าง ธนาคารโลก และ IMF ไปจนถึงนักวิเคราะห์ภาคเอกชนของบรรษัทการเงินใหญ่ (ซึ่งล้วนแต่มีฐานอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว)
ดังที่ เซี่ยปิน ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน (PBOC) ยอมรับว่า ยังเป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง หากจะกดดันประเทศที่มีสกุลเงินฐานะนำมานาน ให้ยินยอมคล้อยตามทิศทางของสกุลเงินจากตลาดเกิดใหม่
ไม่ใช่เพราะเรื่องศักดิ์ศรี แต่เป็นเพราะผลประโยชน์ล้วนๆ
กระนั้น ประเทศพัฒนาแล้วจำเป็นจะต้องเริ่มคล้อยตามตลาดเกิดใหม่บ้าง หรือยอมผ่อนปรนแรงกดดันต่อประเทศเหล่านี้ พิจารณาจากท่าทีของเซี่ยปิน อันเป็นเสมือนเสียงสะท้อนโดยตรงจากบรรดาขุนพลเศรษฐกิจจีน
“กุญแจสำคัญ (ของการแก้ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับค่าเงิน) คือการจำกัดอุปทานการเงินของสกุลเงินหลักๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก”
ถ้อยคำนี้ หมายถึงคำเตือนจากจีนไปถึงสหรัฐ ให้ชะลอการปั๊มเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเมื่ออุปทานการเงินสูงขึ้น ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะยิ่งอ่อนค่าลง กลายเป็นผลเสียต่อภาคส่งออกของจีนและตลาดเกิดใหม่อีกหลายประเทศ
นี่คือการสวนกลับอย่าง “เบาะๆ” จากจีน แต่ในช่วงเวลาที่การประชุม จี20 ระดับรัฐมนตรีและระดับผู้นำยังไม่เริ่มต้นขึ้น ถ้อยคำนี้ ถือเป็นการประกาศสงครามอยู่กลายๆ และตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผู้อำนวยการ IMF ปรารถนาอย่างสิ้นเชิง
แต่ใช่ว่าทั้งสองฝ่ายจะมุ่งระเบิดสงครามค่าเงินอย่างหน้ามืดตามัว
เพราะดังที่ผู้อำนวยการ IMF ติงไว้ถึงผลลัพธ์ของการเปิดสงครามนี้ว่า จะกระทบต่อชีพจรเศรษฐกิจโลกทั้งระบบ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีใคร “ได้” แม้แต่น้อยหาก จี20 ซัดกันเองโดยไม่คิดโอภาปราศัยกัน หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างละมุนละม่อม
บทวิเคราะห์โดย BNP Paribas บริษัทการเงินชั้นนำของโลก ระบุว่า ขณะนี้เริ่มมีโอกาสมากขึ้นที่ จี20 จะสามารถลงรอยกันได้ในประเด็นค่าเงิน
ปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญมาจากความพยายามกดดันและเกลี้ยกล่อมโดย IMF ในฐานะที่ จี20 เป็นฝ่ายเชื้อเชิญ IMF ให้เข้ามาช่วยจัดการระเบียบเศรษฐกิจการเงินโลก ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
อีกปัจจัยมาจากท่าทีประนีประนอมจากสหรัฐเอง
ก่อนหน้านี้ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ย้ำอีกครั้งว่า อาจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งในกรณีที่จำเป็น
แต่มาตรการกระตุ้นที่ว่านี้อาจมิใช่มาตรการที่จีนกังวล นั่นคือการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเติม แต่อาจเป็นการซื้อสินทรัพย์ในตลาด มูลค่าและปริมาณสินทรัพย์ที่เฟดซื้อเพื่อควบคุมกลไกการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงระดับความตั้งใจจริงของสหรัฐ ในการเข้าหาจีนเพื่อร่วมกันหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากสงครามค่าเงิน
ไม่เพียงเท่านั้น บราซิลซึ่งเป็นประเทศแรกที่เอ่ยถึง “สงครามค่าเงิน” จากปากคำของกุยโด มันเตกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของบราซิล ล่าสุด รัฐมนตรีคลังของบราซิล แสดงเจตนารมณ์ให้ทุกฝ่าย “หยุดยิง” ในสงครามค่าเงินที่กำลังดำเนินอยู่
มันเตกา กล่าวว่า “สงครามค่าเงินในครั้งนี้จำต้องยุติลง และเราจำเป็นต้องแสวงหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาค่าเงิน”
ทางออกของมันเตกา คือการหวนกลับไปพิจารณาข้อตกลงพลาซา หรือ Plaza Accord เมื่อปี 1985 ซึ่งครั้งนั้นผู้นำประเทศพัฒนาแล้วมาระดมสมองร่วมกันที่โรงแรมพลาซา (Plaza Hotel) ในนครนิวยอร์ก เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเงินเยน ของญี่ปุ่น และเงินดอยช์มาร์ก ของเยอรมนี ซึ่งขณะนั้นเป็นเงินสกุลหลักของโลก
ในท้ายที่สุดทุกประเทศเห็นพ้องต้องกันที่จะใช้มาตรการสกัดกั้นการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ พร้อมทั้งร่วมกันลดระดับตัวเลขขาดดุลของสหรัฐ ซึ่งถือเป็น 2 ปัญหาที่คล้ายคลึงสิ่งที่โลกปัจจุบันกำลังเผชิญ
ทุกวันนี้ การแข็งค่าของเงินเยนก็ยังเกี่ยวพันกับเงินเหรียญสหรัฐโดยตรง ส่วนเงินหยวนอาจแทนที่เงินดอยช์มาร์ก ซึ่งบัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของสกุลเงินยูโร
ความสำเร็จของข้อตกลงพลาซา อาจนำมาเป็นบทเรียนสำหรับการประชุม จี20 เพื่อยุติสงครามค่าเงิน หรือสมรภูมิแห่งการกีดกันทางการค้า ก่อนที่เศรษฐกิจโลกจะยิ่งจมดิ่ง จนสายเกินการณ์







