
ลิงแก้แห
....นพ.วิชัย โชควิวัฒน์
ปัญหาใหญ่ของระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ คือ การที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้
ในปีงบประมาณ 2553 ใช้งบไปเพื่อการนี้สูงกว่า 6 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลข้าราชการและครอบครัวประมาณ 5 ล้านคน ในขณะที่โครงการบัตรทองซึ่งต้องดูแลประชากร 47
–48 ล้านคนใช้ไปประมาณ 9 หมื่นล้านบาทเท่านั้นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการข้าราชการพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เกิดจากสาเหตุที่สรุปได้ 3 ประการ คือ 1) ระบบการจ่ายเงินเป็นแบบปลายเปิด ตามการให้บริการของโรงพยาบาล ทำให้มีการสั่งตรวจวินิจฉัยและการรักษาแบบไม่บันยะบันยัง จนเกิดการให้บริการที่เกินจำเป็น และยังมีการทุจริตกันมากมาย 2) กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางไม่มีความรู้ความสามารถพอเพียงในการควบคุมค่าใช้จ่ายนี้ ไม่มีระบบข้อมูลที่ดีพอ และลงทุนเพื่อการดูแลงานนี้น้อยเกินไป3) มีการพัฒนายา เทคโนโลยีและวิธีการรักษาแพงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยกระทรวงการคลังก็ขยายสิทธิประโยชน์ออกไปเรื่อยๆ
กระทรวงการคลังพยายามแก้อย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งแก้ค่าใช้จ่ายยิ่งบานปลาย ปัญหาสำคัญประการหนึ่งอาจจะเป็นเพราะปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากข้าราชการกรมบัญชีกลางเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงในสิทธิสวัสดิการด้านการรักษา จึงทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะควบคุมหรือจำกัดค่าใช้จ่ายในการรับบริการ ในทางตรงกันข้ามกลับมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์หรือการอำนวยความสะดวก ซึ่งมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายออกไปมาก โดยเฉพาะการให้สิทธิไปรับบริการจากโรงพยาบาลเอกชน
และที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยนอกสามารถ
“เบิกตรง” จากกรมบัญชีกลาง แทนที่ข้าราชการจะต้อง “ทดรองจ่าย” ไปก่อน ซึ่งทำให้เกิดการรั่วไหลอย่างมากการที่เกิดการรั่วไหลมาก เพราะระบบเปิดให้มีบริการแบบแทบไม่มีขีดจำกัด ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกแต่ละครั้ง แต่ก่อนมูลค่าเป็นสิบเป็นร้อย ปัจจุบันอาจสูงเป็นหลายพันหรือถึงหลักหมื่น
ล่าสุด มีความพยายามจะควบคุมค่าใช้จ่ายโดยวิธีใหม่ คือ การให้บริษัทประกันเข้ามารับหน้าที่นี้ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าจะสุ่มเสี่ยง และอาจก่อปัญหาได้มากมาย
ปัญหาใหญ่ของบริษัทประกัน คือ การมุ่งผลกำไรเป็นหลัก เหมือนการประกอบธุรกิจทั่วไปและมักมีค่าใช้จ่ายสูง โดยมีเพดานค่าใช้จ่ายเป็นค่าบริหารจัดการสูง 40% ฉะนั้นแทนที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ก็อาจมีผลตรงกันข้าม คือนอกจากจะควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ได้แล้วอาจจะต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการและกำไรจำนวนมากให้แก่บริษัทประกัน
ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ สิทธิประโยชน์ที่ข้าราชการได้รับอาจถูกกระทบกระเทือน เพราะถ้ามุ่งให้บริษัทประกันเข้ามาควบคุมค่าใช้จ่ายแทนที่บริษัทจะหาทางลดค่าบริหารและกำไรซึ่งเป็นผลประโยชน์ของบริษัท ก็จะมุ่งลดการบริการแทน ซึ่งถ้าเป็นการลดบริการที่เกินจำเป็น หรือเป็นการอุดรูรั่วไหล ก็ถูกต้อง แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือการล่วงล้ำเข้าไปจำกัดบริการที่สมควรและจำเป็น
ในสหรัฐอเมริกาซึ่งบริษัทประกันมีบทบาทในระบบประกันสุขภาพอย่างมาก พบปัญหาที่มีผลกระทบต่อผู้เอาประกันจำนวนมากที่ส่งเบี้ยประกันมาโดยต่อเนื่อง แต่เมื่อป่วยและวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง ซึ่งเปรียบเสมือนได้รับคำพิพากษาให้ประหารชีวิต แต่เมื่อตรวจสอบกรมธรรม์ประกันสุขภาพพบว่าโรคร้ายนั้นไม่ได้รับการคุ้มครอง จึงเปรียบเสมือนเป็นคำพิพากษาประหารชีวิตซ้ำสอง!
นี่ขนาดสหรัฐอเมริกาซึ่งระบบการประกันพัฒนาก้าวหน้าไปมาก และประชาชนให้ความเชื่อถือโดยมีผู้เอาประกันในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าประเทศไทยมากยังเจอปัญหาแบบนี้ ผู้เอาประกันในเมืองไทยจะเจอปัญหาขนาดไหน
มีตัวอย่างชัดๆ อยู่แล้วกรณี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นการบังคับประกัน เพื่อให้โรงพยาบาลไม่ทิ้งผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากการประสบภัยจากรถ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้บริษัทประกันเป็นผู้เข้ามาดำเนินการ แทนที่รัฐจะตั้งกองทุนขึ้นเองเพื่อทำหน้าที่บริหารอย่างประกันสังคม หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผลปรากฏชัดเจนว่า ผู้ประสบภัยจากรถประสบความยุ่งยากเพียงใดจากบริษัทประกัน และในขณะที่ระบบนี้บริษัทประกันมีกำไรมาก แต่ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมากกลับถูกผลักให้ไปตกอยู่กับกองทุนประกันสังคมและกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
น่าแปลกใจว่าทำไมกระทรวงการคลังไม่ลองใช้บริการจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้เข้ามาบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพราะมีข้อได้เปรียบชัดเจนหลายประการ ได้แก่ 1) เป็นองค์กรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยตรงในการดูแลสุขภาพ โดยมีการพัฒนาระบบบริการต่างๆ จนก้าวหน้ากว่าระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการหลายเรื่อง ทั้งๆ ที่เริ่มดำเนินการมาไม่ถึง 10 ปี เช่น มีการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการรับบริการ ตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีระบบสายด่วน 24 ชั่วโมง ให้คำปรึกษา ฯลฯ 2) เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่มีเรื่องของกำไรบวกเข้ามาเลย 3) ปัจจุบันงบบริหารของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่ำมาก เพียงไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น
การใช้บริการบริษัทประกันเอกชน นอกจากจะน่าห่วงใยว่าจะไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้แล้ว ยังอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ข้าราชการด้วย ระวังจะเข้าตำรา ลิงแก้แห นั่นคือ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง







