
ประกันภัย....งานเข้า
เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เหตุการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ยิ่งข่าวที่ออกมาว่าเขื่อนประมาณ 7 แห่ง มีระดับน้ำเกินที่จะรับไว้ได้ จำเป็นต้องระบายน้ำออกมา รวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยายังคาดการณ์ว่าฝนยังตกต่อเนื่อง
แน่นอนว่างานนี้คนไทยไม่ได้เสียน้ำตาเท่านั้น แต่ยังต้องสูญเสียทรัพย์สินแทบสิ้นเนื้อประดาตัว!!!
ใครทำประกันภัยเอาไว้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่ก็คงต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐ...
ที่ไม่ว่ารัฐบาลไหน จะจบจากต่างประเทศ สถาบันชื่อดัง หรือ จบจากโรงเรียนวัดในประเทศ ก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนสามารถป้องกันน้ำท่วม และ พภัยแล้งได้ ทำได้เพียงการชดเชยหลังปัญหาดังกล่าวผ่านพ้นไป
รวมถึงปี 2553 ที่ปัจจุบัน ผืนดิน พืชไร่ ข้าว บ้าน โรงพยาบาล ทางรถไฟ โรงงาน และทรัพย์สินอื่นๆ ใน 16 จังหวัด
ปีนี้ เห็นชัดเจนว่าเกษตรกร จะได้รับความเสียหายหนักกว่าทุกปี เพราะหลายพื้นที่ทำลายสถิติน้ำท่วมหนักในรอบ 30 ปี และ 50 ปี ไปแล้ว ที่ เพื่อรักษาระดับความปลอดภัยของเขื่อน และทางการยังเตือนอีกว่าจะมีน้ำป่าเพิ่มเข้ามาอีก
จะเป็นการซ้ำเติมความเสียหายต่อเกษตรกรหนักขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
จากการประเมินความเสียหายของบริษัทประกันวินาศภัย พบว่า ประชาชนทำประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มครองภัยน้ำท่วม แต่ไม่ทำประกันภัยบ้านที่อยู่อาศัยเอาไว้
นายเรืองเดช ดุษฎีสุรพจน์ กรรมการและประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ที่แจ้งความเสียหายเข้ามาเป็นเจ้าของรถยนต์ ซึ่งสามารถเรียกร้องค่าสินไหมจากภัยน้ำท่วมหากทำประกันชั้น 1
ส่วนประกันภัยน้ำท่วมบ้าน ที่อยู่อาศัย แทบไม่มีแจ้งเข้ามาเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนต่างจังหวัดไม่นิยมทำประกันน้ำท่วมบ้าน หรือทรัพย์สินอย่างอื่น
ด้านนายกี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอกซ่าประกันภัย เปิดเผยว่า ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้เข้ามา เนื่องจากความเสียหายส่วนใหญ่เกิดกับพืชผลทางการเกษตรที่เกษตรกรไม่ได้ทำประกันภัยน้ำท่วมไว้
รวมทั้งบ้านที่อยู่อาศัยก็ไม่ได้ซื้อประกันน้ำท่วมเช่นกัน แต่ที่คาดว่าจะมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเข้ามา จะเป็นประกันภัยรถยนต์ เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่ทำประกันชั้น 1 จะได้รับความคุ้มครองภัยน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม นายกี่เดช มั่นใจว่า ความเสียหายจากภัยน้ำท่วมที่จะเกิดกับรถยนต์จะมีน้อย เพราะเจ้าของรถคงไม่ยอมจอดรถทิ้งไว้ให้น้ำท่วม แม้จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ แต่ก็ไม่คุ้มกับความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ เพราะการประกันจะคุ้มครองเพียง 80% ของมูลค่ารถ
หากเป็นรถป้ายแดง แม้บริษัทประกันภัยจะจ่ายเต็ม 100% แต่ลูกค้าก็ยังเป็นหนี้กับสถาบันการเงิน จึงไม่คุ้มที่จะจอดรถทิ้งไว้ให้น้ำท่วมเสียหายทั้งคัน
ประกอบกับเขตเมืองยังไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก เพราะมีการป้องกันที่ดี และมีการขนย้ายทรัพย์สินหรือสินค้าขึ้นสู่ที่สูง เพราะมีประสบการณ์น้ำท่วมหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา เช่นที่ จ.นครสวรรค์ มีน้ำท่วมทุกปี แต่ความเสียหายลดลงทุกปี
นายมนตรี วงศ์ท่าเรือ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้าในประเทศ บริษัท โตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย คาดว่าลูกค้าจะได้รับความเสียหายไม่มาก เพราะว่าภาครัฐมีการแจ้งเตือนล่วงหน้ามาตลอด อาจจะมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปไว้ในที่ปลอดภัย แต่ที่คาดว่าลูกค้าประกันรถยนต์จะได้รับความเสียหายมาก เพราะบริษัทเน้นให้ทำประกันภัยชั้น 1 ที่จะคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม
...ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นทุกปีในประเทศไทย เป็นปัญหาระดับชาติ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เมื่อเกิดขึ้นจะกินพื้นที่กว้างทั่วประเทศ จึงไม่มีบริษัทประกันภัยใดต้องการรับประกัน
รวมถึงบริษัทประกันภัยต่างประเทศ ถึงขนาดไม่รับประกันในบางพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เช่น พื้นที่ภาคอีสาน ภาคกลางตอนล่างตอนบน จ.ระยอง และจันทบุรี
ในอดีตที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ระหว่างภัยระเบิด ภัยแผ่นดินไหว ไฟไหม้ กับภัยน้ำท่วม บริษัทประกันภัยจะเน้นรับประกันภัยอื่นมากกว่าน้ำท่วม เพราะโอกาสเกิดขึ้นแต่ละครั้งน้อย และเสียหายเฉพาะจุด แต่น้ำท่วมเกิดทีก็เสียหายค่อนประเทศ เก็บเบี้ยมา 500 บาท และต้องจ่าย 1 แสนบาททุกปี บริษัทที่แสวงหากำไรย่อมไม่ยื่นมือเข้ามารับ
สำหรับพื้นที่ที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำหรือพื้นที่ต่ำในเขตเมืองที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม บริษัทประกันภัยจะรับประกันไม่เต็มมูลค่า เช่นบ้านและทรัพย์สินมีมูลค่า 5 แสนบาท แต่จะคุ้มครองแค่ 5 หมื่นบาทเท่านั้น หากเกิดน้ำท่วมหนัก ผู้ที่เดือดร้อนมากคือประชาชน
แม้แต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่เป็นคนคิดออกแบบประกันอัคคีภัยมาตรฐาน เบี้ยราคาประหยัด 600 บาทต่อปี กรมธรรม์ดังกล่าวยังไม่คุ้มครองภัยน้ำท่วม เพียงแต่คุ้มครองภัยเปียกน้ำที่เกิดจากท่อแตกหรือพายุเท่านั้น ประชาชนที่ซื้อกรมธรรม์อัคคีภัยราคาประหยัดจะไม่ได้รับความคุ้มครองภัยน้ำท่วมในครั้งนี้
ขณะที่การประกันภัยพืชผล ที่ภาคเอกชนร่วมกับธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำขึ้นมา ซึ่งอยู่ในช่วงของการนำร่องทำประกันเฉพาะความเสียหายจากภัยแล้งที่เกิดกับข้าวโพดเพียงอย่างเดียวใน 7 จังหวัด
การประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก และสร้างความเสียหายต่อข้าวโพดในครั้งนี้ เกษตรกรจะไม่ได้รับการชดเชยใดๆ ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
รวมถึงการประกันภัยนาข้าวใน จ.ขอนแก่น ที่เป็นโครงการน้ำร่องของธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) ร่วมกับภาคเอกชน ก็เช่นเดียวกันเป็นการประกันภัยแล้ง จึงไม่ได้รับการชดเชยจากความเสียหายน้ำท่วมในครั้งนี้
สำหรับเหตุผลที่ไม่มีบริษัทประกันภัยใดกล้ารับประกันภัยน้ำท่วมอย่างจริงจัง เพราะเป็นภัยที่เกิดซ้ำซากทุกปี นอกจากจะเกิดในพื้นที่เดิมๆ แล้ว ยังขยายไปยังพื้นที่อื่น และเมื่อเกิดน้ำท่วมความเสียหายจะขยายวงกว้างกินพื้นที่ทั่วประเทศไทย
ความเสียหายจากภัยน้ำท่วมไม่ได้จำกัดเฉพาะเกษตรกร แต่ยังเสียหายไปถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินเหล่านี้ได้หาทางแก้ไขปัญหาให้กับตัวเองได้แล้ว ด้วยการยอมจ่ายเงินซื้อประกันสินเชื่อให้กับเกษตรกรฟรี
เช่นธนาคารกรุงไทย และ ธ.ก.ส. ที่ยอมแจกฟรีประกันสินเชื่อให้กับลูกหนี้นอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เพื่อที่ว่าเมื่อลูกหนี้เสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตจะเป็นผู้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้กับธนาคาร
แนวคิดนี้ ธ.ก.ส.กำลังจะนำมาใช้กับลูกหนี้ชั้นดีอีก 2.6 ล้านราย ในเร็วๆ นี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการต่อรองราคาเบี้ยประกัน หากทำสำเร็จจะเป็นการปิดโอกาสการเป็นหนี้เสียของ ธ.ก.ส. แต่เกษตรกรยังไม่พ้นสภาพความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม
จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งให้โครงการร่วมบรรเทาความเสียหายของเกษตรกร ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงของการศึกษาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะผลการศึกษาเบื้องต้นที่คาดว่าเกษตรกรปลูกข้าวจะได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมนั้นมีสูงถึงประมาณปีละ 3,500 ล้านบาท และหากรวมข้าวโพด มันสำปะหลังด้วย จะคิดเป็นเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องดูแลความเสี่ยงที่จะเกิดกับเกษตรกรให้ครบวงจรทั้งภัยแล้ง โรคระบาด น้ำท่วม และการประกันรายได้ ควบคู่กันไป เพื่อให้เกษตรกรได้รับความคุ้มครองเต็มที่
ภัยน้ำท่วมจึงไม่ใช่ปัญหาที่จะปล่อยให้เป็นภาระของเกษตรกรในการแก้ไขตามลำพัง หรือบีบเฉพาะบริษัทประกันภัยเข้ามาคุ้มครองฝ่ายเดียว
รัฐบาลจะต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการป้องกันและแก้ปัญหา ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร เหมือนประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วภาครัฐจะมีกองทุนคุ้มครองภัยน้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่







