
อดีตรมว.คลังชี้ไทยยังไม่ควรยกเลิกโทษประหาร แต่ต้องปรับปรุง4ข้อ
อดีตรมว.คลังชี้ยังไม่ควรยกเลิกโทษประหารชีวิตในไทย พร้อมเสนอ 4 ข้อควรปรับปรุงเพื่อให้การป้องปรามการกระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ
อดีตรมว.คลังชี้ยังไม่ควรยกเลิกโทษประหารชีวิตในไทย พร้อมเสนอ 4 ข้อควรปรับปรุงเพื่อให้การป้องปรามการกระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala แสดงความคิดเห็นเรื่องการลงโทษด้วยการประหารชีวิต โดยมีเนื้อหาดังนี้
"ยังไม่ควรยกเลิกโทษประหารชีวิต!"
ข้อถกเถียงเรื่องการยกเลิกโทษประหารชีวิตมีหลายมิติ
ด้านสนับสนุนให้ยกเลิกคือ โทษประหารชีวิตไม่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำความผิด และข้อมูลในกระบวนการยุติธรรมอาจจะยังไม่ครบถ้วน
ด้านคัดค้านคือ โทษที่อ่อนไม่มีประสิทธิผลในการป้องปรามการกระทำความผิดอย่างจริงจัง
ในประเด็นทางเทคนิคนั้น นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า ...
ประเทศไทยมีจุดยืนอย่างเป็นทางการในการพิจารณายกเลิกโทษประหารชีวิต เช่น การลงนามให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับ ฉบับที่สอง ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เรื่องมุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิตภายใน พ.ศ. 2561 ...
และแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2557-2561) มีความชัดเจนมากขึ้นว่า จะเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตให้เข้าสู่การพิจารณาเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
ทั้งนี้โทษประหารชีวิตในกฎหมายไทยปัจจุบันมีอยู่ถึง 55 ฐานความผิด!
แต่ด้านเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย มีความเห็นส่วนใหญ่ที่จะยังคงโทษไว้เพื่อป้องปรามการกระทำความผิดที่มีความร้ายแรงหรือเป็นภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศไทย เช่น ความผิดฐานก่อการร้าย การฆ่าคน หรือความผิดฐานกบฏ ความผิดฐานค้ายาเสพติด ประเภทที่ 1
ผมสนับสนุนการคงโทษไว้ เพราะไม่เห็นว่าสังคมจะมีมาตรการป้องปรามอื่นใดที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียม แต่เสนอให้ปรับปรุงต่อไปนี้
1. ควรแก้ไขฐานความผิดให้แคบลง โดยเน้นเฉพาะเรื่องที่ร้ายแรง แต่ตัดความผิดที่อาจมีการบิดเบือนจากแรงกดดันทางการเมือง เช่น ความผิดฐานกบฏ รวมทั้งตัดความผิดที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูป ซึ่งผู้กระทำผิดยังมีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวได้
2. ควรมีคณะกรรมการพิจารณาก่อนการลงโทษ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในข้อเท็จจริงภายหลังการตัดสินคดี
3. ควรให้ครอบคลุมการค้ายาเสพติดรายใหญ่ทุกรายที่เกินกว่าระดับหนึ่ง เพราะระบบเรือนจำของไทยไม่มีประสิทธิภาพในการปิดช่องทางที่บุคคลเหล่านี้ยังสามารถค้าขายได้จากภายในเรือนจำ
4. ควรมีการลงโทษแบบประจาน เช่น การเฆี่ยนต่อหน้าสาธารณะ เพื่อเป็นการลงโทษขั้นเรื่มต้น ที่มีผลป้องปรามมิให้นิสัยการกระทำความผิดยกระดับขึ้นในอนาคตดีกว่าการจองจำระยะสั้น







