posttoday
กกต.พร้อมเลือกตั้ง การันตีสุจริตยุติธรรม

กกต.พร้อมเลือกตั้ง การันตีสุจริตยุติธรรม

17 มิถุนายน 2561

พูดคุยกับ "พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต." กับการเตรียมการเพื่อจัดการเลือกตั้งในช่วงเดือนก.พ.62

พูดคุยกับ "พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต." กับการเตรียมการเพื่อจัดการเลือกตั้งในช่วงเดือนก.พ.62

*****************************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายต่างพุ่งเป้าสู่สนามเลือกตั้ง หลังกฎหมายเกี่ยวข้องทั้ง 4 ฉบับ ได้คลอดออกมาอย่างเป็นทางการ เหลือเพียงแค่รอเวลาตามโรดแมปที่รัฐบาลวางไว้ คือ ในช่วงเดือน ก.พ. 2562 และแน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงไม่พ้นสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กับบทบาทหน้าที่และความพร้อมต่อการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตเที่ยงธรรม ภายใต้กฎหมายใหม่ ซึ่งกำลังจะถูกนำมาใช้

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เปิดเผยผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่า ขณะนี้ กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีผู้มาใช้สิทธิ 80%

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ อธิบายว่า ในส่วนงานของ กกต.เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง แม้จะมีกฎหมาย 4 ฉบับออกมาแล้ว ทว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเวลา 90 วัน ถึงจะมีผลบังคับใช้หลังจากลงในราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ กฎหมายเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก ประเด็นต่างๆ เพิ่มขึ้นมา ไม่ว่าระบบการเลือกตั้ง การจัดการทุจริตเลือกตั้ง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมา จำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบ ซึ่งเป็นรายละเอียดของการปฏิบัติหน้าที่ให้สอดรับกับกฎหมาย ที่สำคัญต้องปฏิบัติได้ หมายถึง พนักงานต้องไปปฏิบัติให้เหมือนกันทั่วประเทศ ต้องเข้าใจ

เลขาธิการ กกต. ยกตัวอย่างระบบการหาเสียงที่ กกต.ต้องเข้าไปควบคุม เช่น ป้ายหาเสียง ต่อไปนี้ห้ามติดเสาไฟกับต้นไม้ข้างถนน ทำได้ในเฉพาะพื้นที่ย่านชุมนุม รวมถึงเรื่องการสอบสวน การไต่สวนคดีต่างๆ ต้องมีคณะกรรมการไต่ส่วน และสำนวนต้องมีคุณภาพมากกว่าเดิม

“เพราะกฎหมายเขียนว่าให้ศาลฎีกาใช้สำนวนไต่สวนเป็นหลักในการพิจารณา นอกจากนั้น การดำเนินคดีอาญา สำนวนไต่สวนสามารถส่งอัยการได้เลย โดยที่ไม่ต้องไปเริ่มต้นแจ้งความที่โรงพักใหม่ เหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงประเด็นจ่ายสินบนรางวัล คุ้มครองพยาน การกันผู้ต้องหาไว้เป็นพยาน

รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก จำเป็นต้องร่างระเบียบให้ชัดเจน เมื่อทำเสร็จแล้วก็ต้องไปอบรมพนักงาน ว่าทำอย่างไรให้เหมือนกัน หรืออาจประชุมทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน ทั้งหมดเป็นประเด็นสำคัญ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของคนให้พอเพียงต่อการทำงาน”

อย่างไรก็ดี ด้วยความเปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้ แต่เจ้าหน้าที่ กกต.ทั่วประเทศ มีเพียง 2,100 คน ซึ่งกำลังสำรวจแต่ละจังหวัดพอหรือไม่ เพราะบางจังหวัด 15 คน สามารถทำงานได้ดีกว่าหากมีคนเพิ่ม เนื่องด้วยเจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดต่างๆ หนึ่งคนต้องสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ไม่ได้ปิดล็อกว่าทำหน้าที่นี้แล้วไม่ทำหน้าที่อื่น

ขณะที่กระบวนการจัดการเลือกตั้งหากจะเรียกพนักงานทั่วประเทศมาอบรมคงเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำในลักษณะเทรนด์ตรงกับพนักงานโดยจัดเป็นกลุ่มจังหวัด ส่วนการเทรนด์กรรมการประจำหน่วย จะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยใช้
ครู ก. ครู ข. ซึ่งเป็นพนักงานไปถ่ายทอดต่อ เพราะอย่าลืมว่าการจัดการเลือกตั้งหนึ่งครั้งใช้คนประมาณ 1 ล้านคน เนื่องจากมีแสนกว่าหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

ส่วนความกังวลว่าในการจัดการเลือกตั้งจะไม่เกิดความยุติธรรมเพราะอาจถูกแทรกแซง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ย้ำหนักแน่นว่า อย่าลืมในหน่วยเลือกตั้งมีกรรมการประจำหน่วย นักศึกษา และชาวบ้าน หาก กกต.เข้าไปแทรก ข่าวก็ปิดไม่อยู่แน่นอน กกต.คงไปสั่งอะไรไม่ได้ และหากการแทรกแซงเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.ก็อาจถูกร้องเรียนได้

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรเอกชนที่ตรวจสอบเลือกตั้งแทบทุกจังหวัดก็อาสาเข้ามาตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม มีตัวแทนพรรคการเมืองเป็นผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งนั้น ที่ส่งมา กกต.ก็จะจัดที่ให้อยู่เฝ้าหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากหากจะทำอะไรแบบนั้น

“ถ้าเกิดมีการทุจริต ซื้อเสียง อย่าลืมว่ามีสินบนรางวัล ถ้าเขาเอาพยานหลักฐานมาให้ กกต. คนเอาหลักฐานมาให้ มีเงินสินบนเป็นแสนบาท เขาคงไม่ทิ้ง และคงถาม กกต.แน่ ทำไมไม่ดำเนินการ เราต้องชี้แจงได้ด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมันเข้มข้นในเรื่องของกระบวนการการมีส่วนร่วมและมีรางวัลตอบแทน มาเป็นพยานคุ้มครองเขา ซึ่งมีกระบวนการต่างๆ หลายอย่าง

กระบวนการซื้อเสียง กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้ง เรามีรางวัลตอบแทนให้เขาค่อนข้างจะสูง ถ้าเราไปบิดเบี้ยวคดีเขา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาต้องตามคดี และเชื่อมั่นว่าพนักงานของเรา ซึ่งไม่เคยเห็นว่าไปบิดเบี้ยวคดี ยิ่งมีรางวัลให้กับคนแจ้งเบาะแส เขาไม่ทิ้งแน่คดี เพราะเขาต้องการรางวัล”

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยังยอมรับอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ คือ การพิมพ์บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอาจมีความสับสนบ้าง สมมติ พรรค ก.เขตนี้ เบอร์ 2 ไปอีกเขต เบอร์ 10 แต่ก่อนเข้าคูหา ก็ต้องดูหมายเลขที่เลือก พรรคอะไร ชื่ออะไร ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่จะสร้างปัญหาในการรวมคะแนนจากเขตต่อเขตก่อนมารวมที่ส่วนกลาง

“เกรงว่าจะสับสน แต่ต้องมีการอบรม กกต.เขต ซึ่งให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และการนับบัตรเลือกตั้งแต่ละหน่วยจะต้องมีการบันทึกหมายเลข อาจจะชื่อพรรคของแต่ละหน่วย ต้องออกแบบอีกที เพื่อให้การส่งกลับของคะแนนมันดูง่ายขึ้น อาจจะมีการรวมคะแนนแต่ละเขต และส่งโดย ผอ.จังหวัด แต่อาจจะช้าหน่อย เพราะมันไม่เหมือนเบอร์หนึ่งทั่วประเทศ ยุ่งตอนรวม แต่ต้องทำให้ถูกต้องตรวจสอบได้”

ทว่า ประเด็นนี้ยังมีหลายแนวคิดว่าสมควรกระจายการพิมพ์บัตรหรือรวมพิมพ์เพียงที่เดียวแล้วค่อยกระจายออกไปตามหน่วยเลือกตั้ง แต่ไม่น่าหวั่น เพราะถ้ามีปัญหาจริงๆ อำนาจ กกต.คนเดียวสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ แต่บัตรหากกระจายไป ส่วนตัวมีความเป็นห่วง

“หากย้อนดูประวัติศาสตร์มีปัญหาเรื่องบัตรเลือกตั้งปลอม ก็ไม่อยากทิ้งประเด็นนี้ กกต.ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งจริงหรือปลอม ฉะนั้นราคาบัตรจึงค่อนข้างสูง อาจพิมพ์ที่เดียวแล้วกระจายออกไป อาจแบ่งสีตามกลุ่มจังหวัด เชื่อมั่นว่าประชาชน 3 ปีหลังรัฐประหาร จิตสำนึกความเป็นประชาธิปไตยค่อนข้างเยอะมาก”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะยังไม่ใช้เครื่องลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะกฎหมายมีเงื่อนไข และกระบวนการใช้ต้องมีเวลาให้กับประชาชนได้ศึกษา อาจนำไปใช้กับการเลือกอย่างอื่นที่เหมาะสม แล้วแต่กฎหมาย ถึงอย่างไรยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างดี ไม่มีปัญหาเรื่องปลอม เนื่องจากสามารถพิสูจน์ได้

กกต.พร้อมเลือกตั้ง การันตีสุจริตยุติธรรม

สำหรับประเด็นที่ยังมีการพูดถึงโดยเฉพาะจากพรรคการเมือง คือ เรื่องการทำไพรมารีโหวต และการแบ่งเขต พ.ต.อ.จรุงวิทย์ มองว่า พรรคการเมืองถือเป็นสถาบันสำคัญของประชาธิปไตย ซึ่งการปฏิรูปหลังรัฐประหาร และมีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยปฏิรูปพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด คือ ต้องการให้เป็นของประชาชนไม่ใช่กลุ่มทุน

ทั้งนี้ ดูได้จากการผู้ก่อตั้งพรรคต้องจ่ายเงินทุนประเดิมจัดตั้งพรรค ฉะนั้นทุกคนที่จ่ายเงินคงไม่ยอมให้ใครเข้ามามีอำนาจ โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้สมัคร หรือไพรมารีโหวต ซึ่งสมาชิกพรรคเท่านั้นที่คัดเลือกผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นการปฏิรูประบบพรรคการเมือง

ส่วนการทำไพรมารีโหวตจะทันหรือไม่นั้น แม้นายกฯ ออกมาประกาศว่ามีการเลือกตั้งเดือน ก.พ.แน่นอน เลยมีการพูดคุยถึงเรื่องเขตเลือกตั้ง ซึ่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระเบียบแบ่งเขตถึงออกได้ ต้องมีผลบังคับใช้ นั่นคือ 90 วัน ถึงจะมีการแบ่งเขต

อย่างไรก็ตาม เลยมีการเสนอแนะความคิด ให้ใช้ช่วงเวลา 90 วัน มาตรา 2 ของกฎหมายดังกล่าว เมื่อลงราชกิจจาฯ แล้ว 90 วันอย่าทิ้งไว้ น่าจะมีกฎหมายพิเศษ ขอให้ กกต.แบ่งเขต เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำไพรมารีโหวตได้ก่อน เนื่องจากต้องใช้เวลาทั่วประเทศ 350 เขต แต่ละพรรคต้องไปทำ

“ปัญหาการทำไพรมารีโหวต คือ บางพรรค สมาชิกยังไม่ถึง 7,700 คน หรือ 77 จังหวัด คงต้องดูคำประกาศ คสช. 53/2560 ที่ออกมา ตรงนั้นที่เป็นอุปสรรค จะให้มีการประชุมพรรคได้หรือไม่ ในฐานะนายทะเบียนพรรค จริงๆ น่าจะให้มีประชุมพรรคได้ แต่ต้องเห็นใจผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย ไม่อยากให้เหตุการณ์ 4 ปีย้อนกลับมา

แต่จะปลดแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ คสช. ถ้าปลดหมด และมีการพูดอะไรทำให้คนเกิดความแตกแยกขึ้นมาอีก ทำอย่างไร ก็คงลำบาก ดังนั้น จึงอยากให้ดำเนินการตรงนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งรออยู่ข้างหน้า มันจะไม่ทัน ท้ายที่สุดไม่ปลด การเลือกตั้งยืดออกไป ประมาณนั้น เพราะการทำไพรมารีขึ้นอยู่กับสมาชิก”

สำหรับประเด็นความสัมพันธ์กับบิ๊ก คสช.นั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยอมรับว่า ส่วนตัวรู้จักคนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าบิดเบี้ยวเพื่อให้ใครได้เปรียบ เพื่อให้คนมีอำนาจ 4 ปี คงทำไม่ได้ ต้องเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และองค์กรอิสระต้องยืนอยู่บนตัวของตัวเอง ถ้าเกิดมีกลุ่มไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วมีผลดีผลเสียอะไรกับเรา มันไม่มี ประโยชน์ก็ไม่ได้ แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นแนวคิดองค์กรอิสระ มันต้องแฟร์

“ผมมาจากโรงเรียนนายร้อย ทหาร ตำรวจ แต่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร สิ่งที่มันผิด โดยเฉพาะองค์กรอิสระจะไม่ทำ เพราะอยู่ได้ด้วยตัวเอง อำนาจนอกเหนือคงมาบีบอะไรไม่ได้ภายใต้องค์กรอิสระ ก็ต้องเป็นอิสระ คนสงสัยได้ในเรื่องนี้” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

'เพื่อไทย' ตั้ง 'จุลพันธ์' นำทัพบอร์ดบริหารชุดใหม่ เสริมแกร่งยุทธศาสตร์

'เพื่อไทย' ตั้ง 'จุลพันธ์' นำทัพบอร์ดบริหารชุดใหม่ เสริมแกร่งยุทธศาสตร์