
อุตฯเหนื่อยลงทุน9เดือนแค่2.8แสนล.
อุตสาหกรรมมั่นใจ คงเป้าลงทุนปีนี้ 5 แสนล้านบาท แม้ผ่านไป 9 เดือน ลงทุนแค่ 2.8 แสนล้านบาท เชื่อช่วงที่เหลือจะมีการลงทุนใหม่ และบริษัทที่จะขยายการลงทุนเข้ามา 2 แสนล้านบาท
อุตสาหกรรมมั่นใจ คงเป้าลงทุนปีนี้ 5 แสนล้านบาท แม้ผ่านไป 9 เดือน ลงทุนแค่ 2.8 แสนล้านบาท เชื่อช่วงที่เหลือจะมีการลงทุนใหม่ และบริษัทที่จะขยายการลงทุนเข้ามา 2 แสนล้านบาท
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 2553) มีมูลค่าเพียง 2.86 แสนล้านบาท 1,107 โครงการ ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก ที่ปีนี้กำหนดไว้ 5 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าช่วงเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปี การลงทุนจะเข้ามาเพิ่มตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนติดต่อสนใจเข้ามาลงทุนและจะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง
“ยังมั่นใจว่าเป้าหมายที่วางไว้ 5 แสนล้านบาท ยังมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะจากการคุยกับนักลงทุนหลายราย พร้อมจะขยายลงทุนเพิ่ม คาดจะเข้ามาช่วงสิ้นปีนี้ โดยมองตัวเลขไว้ราว 2 แสนล้านบาท น่าจะเป็นไปได้อยู่” นายชัยวุฒิ กล่าว
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 9 เดือน ที่ดูแล้วอาจจะต่ำ แต่ช่วงที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาความไม่ชัดเจนของมาบตาพุด ซึ่งเม็ดเงินเข้ามาลงทุนดังกล่าวถือว่าโชคดีมาก และหากมองตัวเลขการลงทุนตรงจากต่างประเทศหรือเอฟดีไอ 9 เดือนปีนี้ 605 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.32 แสนล้านบาท โดยจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.98% ขณะที่มูลค่าลงทุนใกล้เคียง กับมูลค่าเงินลงทุนในช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีมูลค่า 1.36 แสนล้านบาท ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นไทยอยู่
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การตัดสินใจเลือกพื้นที่เพื่อสร้างโรงถลุงเหล็ก ในสิ้นปีนี้จะยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับความชัดเจนของการเดินหน้าโครงการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูง แม้ว่าสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการสรุปแนวทางเพื่อนำเสนอรัฐบาลในการตัดสินใจเกี่ยวกับพื้นที่ก็ตาม
สำหรับภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าแม้ว่าจะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับผู้ประกอบการในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็ยังไม่ถึงกับประสบกับภาวะขาดทุนเพียงแต่ส่งผลให้กำไรลดลงเท่านั้น ประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็กำลังแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อยู่ เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือการควบคุม ดังนั้นการลงทุนของไทยเป็นเรื่องระยะยาวค่าเงินบาทที่แข็งค่าเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการลงทุนของไทยแต่อย่างใด
นางวาสนา มุทุตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า วันที่ 20-21 ต.ค.นี้ พาณิชย์สาธารณรัฐอุซเบกิสถานจะนำหัวหน้าหน่วยงานและนักธุรกิจ 14 คน มาไทยเพื่อร่วมงานสัมมนาเผยแพร่โอกาสการขยายธุรกิจการลงทุนในสาธารณรัฐอุซเบกิสถานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2553 ณ โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอุซเบกิสถาน โดยภายในงานจะมีกิจกรรมหาคู่ค้า คู่ร่วมทุน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่นักธุรกิจอุซเบกิสถานสนใจหาคู่ร่วมทุนกับไทยนั้น ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ยา เวชภัณฑ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดว่ากิจกรรมครั้งนี้จะช่วยให้นักธุรกิจไทยขยายธุรกิจในอุซเบกิสถานได้เพิ่มขึ้น
สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศนั้น ล่าสุดมติคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด) วันที่ 13 กันยายน 2553 ให้บีโอไอ ศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายและหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ พร้อมให้ประสานกระทรวงการคลังพิจารณาหามาตรการสนับสนุนต่างๆอาทิ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การรับประกันความเสี่ยงให้แก่กิจการไทยที่จะไปลงทุนในต่างประเทศ และประสานกับสถาบันการเงินในต่างประเทศที่จะให้การสนับสนุนนักลงทุนไทย รวมทั้งปรับปรุงมาตรการภาษีที่ให้การสนับสนุนการลงทุนไทยในต่างประเทศในปัจจุบันและเพิ่มเติมมาตรการภาษีใหม่ๆ เป็นต้น







