
ศก.ติดไข้บาท
เศรษฐกิจไทยหายจ้อยถึง 2.7% หลังเจอพิษเงินบาทแข็งค่า “อุ๋ย” เสนอเก็บภาษีลงทุนตราสารหนี้ 3% สกัดเงินร้อน
เศรษฐกิจไทยหายจ้อยถึง 2.7% หลังเจอพิษเงินบาทแข็งค่า “อุ๋ย” เสนอเก็บภาษีลงทุนตราสารหนี้ 3% สกัดเงินร้อน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งในเบื้องต้นพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 9% ทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจของไทยลดลงแล้ว 2.7%
การประเมินดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานว่า การแข็งค่าของเงินบาททุก 1% จะกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.3% และกระทบกับการส่งออก 0.4%
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจดังกล่าวจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้เพียงส่วนหนึ่ง เพราะพิษค่าเงินบาทเกิดขึ้นในช่วงท้ายปี ทำให้เชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจจะยังเติบโต 7-7.5%แต่ในปี 2554 จะกระทบอย่างมากจนทำให้การขยายตัวหลุดจากเป้าหมาย 4-5% ได้
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลังจากนี้ไปกระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการภาษีให้ผู้ประกอบการหักค่าเสื่อมของเครื่องจักรได้มากขึ้น จากที่ปัจจุบันที่หักได้ 20% ภายใน 5 ปี โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในเร็วๆ นี้
ที่ผ่านมา นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้พยายามผลักดันมาตรการภาษีหักค่าเสื่อม เพราะการนำเข้าเครื่องจักรแต่ละปีสูงถึง 7 แสนล้านบาท จะทำให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มาก แต่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ไม่เห็นด้วย เพราะสูญเสียภาษีถึง 1 หมื่นล้านบาท
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังควรออกมาตรการภาษีชะลอเงินทุนไหลเข้าด้วยการเก็บภาษีต่างชาติที่นำเงินเข้ามาซื้อตราสารหนี้ในอัตราที่ใกล้เคียงกับผลต่างระหว่างดอกเบี้ยตราสารหนี้สหรัฐ และดอกเบี้ยตราสารหนี้ไทย โดยเก็บจากเงินต้นที่ไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้เท่านั้น ไม่ควรเก็บจากเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้น โดยถ้าไม่แน่ใจควรใช้อัตรา 3%
ทั้งนี้ พิกัดอัตราภาษีดังกล่าวจะช่วยลดแรงจูงใจในการนำเงินเข้ามาหากำไรจากดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากปัจจุบันส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดสหรัฐและตลาดพันธบัตรไทยเป็นแรงดึงให้เงินไหลเข้ามาอย่างรุนแรงอดีตผู้ว่าการธปท. มั่นใจว่า มาตรการที่เสนอมีประสิทธิภาพกว่าการเก็บภาษีกำไรจากดอกเบี้ยพันธบัตรอัตรา 15% ที่รัฐบาลประกาศก่อนหน้านี้ เพราะเมื่อคำนวณจากดอกเบี้ยพันธบัตร 34% แล้วเท่ากับต่างชาติเสียภาษีเพียง 0.450.6% ยังมีกำไรเหลือกลับไปถึง 2.553.4% ดังนั้น เงินจึงยังไหลเข้าตลาดพันธบัตรอยู่ต่อไป
“ถ้าจะให้ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายมากๆ ก็คงไม่กล้า เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้านอื่น คงได้แค่ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเท่านั้น ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุ
อดีตผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจาก 32.52 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 30.06 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือแข็งขึ้น 7.6% ในระยะเพียง 4 เดือน สะท้อนว่าเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเหมือนน้ำป่า ธปท.ได้แทรกแซงเป็นจำนวนสูงมาก แต่ก็ยังสู้ไม่ไหว ช่องว่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนยังไม่มีวี่เเววว่าจะลดลง อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป ในอนาคต เงินคงจะไหลเข้าในอัตราเดิมอีก ซึ่งจะทำให้เงินบาทแข็งตัวขึ้นไปได้อีกมากหากทางการไม่ทำอะไรให้มากกว่าที่ทำอยู่ ซึ่งจะมีผลกระทบการส่งออกอย่างรุนแรงในครั้งนี้
หากธปท.คิดว่าจะรักษาธุรกิจส่งออกเอาไว้ ก็ต้องตรึงค่าเงินบาทให้อยู่ หรือแข็งค่าน้อยที่สุด เพราะรายได้จากการส่งออกคิดเป็น 2 ใน 3 ของจีดีพี ดังนั้น จึงมีวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือให้เงินทุนไหลเข้ามาน้อยที่สุด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้ธปท.กำหนดอัตราค่าเงินบาทคงที่ตายตัว เพราะจะทำให้ผู้ส่งออกไม่ปรับตัว และคิดว่ารัฐบาลจะช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา
นอกจากนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังไม่เห็นด้วยกับข้อมูลของธปท.ที่บอกว่าค่าเงินบาทแข็งตัวใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง เพราะถ้าพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในช่วง 21 เดือนย้อนหลังนับจากธันวาคม 2551 จะพบว่าเงินบาทแข็งขึ้นไป 13.6% ขณะที่มาเลเซีย แข็งขึ้น 10.6% , สิงคโปร์ 9.1% , ฟิลิปปินส์ 8%, ญี่ปุ่น 8%, ใต้หวัน 5.8%, จีน 2.3%, และฮ่องกง 0.1%แสดงว่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก และที่บอกว่าแข็งค่าในระดับใกล้เคียงกับภูมิภาคนั้น ดูจากที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เป็นเช่นนั้น
“ผมไม่ได้ว่าใคร แต่อยากให้นายกฯและรมว.คลัง มีข้อมูลที่ลึกกว่านี้ เพราะผู้ส่งออกต้องเสียความสามารถในการแข่งขันไปแล้วส่วนหนึ่ง”ม.ร.ว.ปรีดิยาธรระบุ
ส่วนมาตรการกันสำรอง 30% นั้น ก็เป็นมาตรการที่สามารถลดการไหลเข้าของเงินได้ ถ้าจะใช้ก็ไม่ควรใช้กับเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้น แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ชอบมาตรการนี้







