posttoday
แผนสกัด 'อภิชาติ' กุญแจสำคัญ ปชป.ชนะฟาวล์ยุบพรรค

แผนสกัด 'อภิชาติ' กุญแจสำคัญ ปชป.ชนะฟาวล์ยุบพรรค

18 ตุลาคม 2553

ยิ่งใกล้ปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แรงกดดันที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญและพรรคประชาธิปัตย์ยิ่งมหาศาล

ยิ่งใกล้ปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แรงกดดันที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญและพรรคประชาธิปัตย์ยิ่งมหาศาล

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

แผนสกัด 'อภิชาติ' กุญแจสำคัญ ปชป.ชนะฟาวล์ยุบพรรค

ยิ่งใกล้ปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แรงกดดันที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญและพรรคประชาธิปัตย์ยิ่งมหาศาล

เพราะคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท และการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ของประชาธิปัตย์มีเดิมพันที่สูงยิ่ง

ไม่เฉพาะเก้าอี้นายกรัฐมนตรีที่ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ และชะตากรรมของพรรคเก่าแก่ 64 ปีของประเทศ ที่อาจปิดฉากพร้อมกับคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องเว้นวรรค 5 ปี

แต่รวมถึงการคงอำนาจของขั้วไม่เอาทักษิณ

ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกกดดันอย่างหนักจากกระแส “สองมาตรฐาน” เมื่อพรรคเพื่อไทย ออกมาปลุกตลอดว่า ถ้าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์แสดงว่า บ้านนี้เมืองนี้ยังมีระบบสองมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด

หลังศาลรัฐธรรมนูญเปิดศาลให้ผู้ร้อง คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ถูกร้อง พรรคประชาธิปัตย์นำพยานมาเบิกความไต่สวนเป็นเวลาร่วม 2 เดือน วันนี้จะเป็นนัดสุดท้ายที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เตรียมเบิกความพร้อมพยาน 3 ปากของฟากประชาธิปัตย์

ตามขั้นตอน เมื่อไต่สวนพยานสองฝ่ายเสร็จ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะเรียกพยานรายใดมาเบิกความเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเล็ง “อภิชาต สุขัคคานนท์” ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยตำแหน่งที่เคยลงมติยกคำร้องไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

ตามปฏิทินคาดว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเชิญอภิชาตมาเบิกความปลายเดือน ต.ค. หรือต้นเดือน พ.ย. จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายต้องเขียนคำแถลงปิดคดีอย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ศาลธรรมนูญจะมีคำตัดสินคดียุบพรรค คาดว่าไม่เกินเดือน พ.ย. หรือต้นเดือน ธ.ค.

สถานการณ์การเมืองช่วงปลายปี 2553 จึงจะเข้าจุดเดือดฉลองรับปีใหม่อีกครั้ง

โค้งสุดท้ายนี้จึงปรากฏคลิปร้อน ที่ออกมา“แฉ–โจมตี” ทำลายความน่าเชื่อถือศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีการวิ่งเต้นคดีจากคนของพรรคประชาธิปัตย์และคนใกล้ตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ และคลิปภาพการประชุมภายในศาลรัฐธรรมนูญที่ “เจ้าหน้าที่ศาลมะเขือเทศ” แอบเป็นไส้ศึกอัดไว้ถึงสามครั้ง

“จตุพร พรหมพันธุ์พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” นำร่องขู่เปิดโปงคลิปฉาวหลายสัปดาห์ก่อนว่า ถ้าเปิดเมื่อไรจะเสื่อมถึงจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแน่

จนที่สุด คลิปร้อนนี้ก็แพร่หลายในเว็บไซต์เสื้อแดง ราวกับนัดแนะให้ออกมาพอดีในวันไต่สวนนัดสุดท้าย

คลิปแบ่งเป็น 5 ตอน พร้อมคำอธิบายสรุป และยังมีการถอด “บทบรรยาย” ลักษณะเลือกถอดบางตอน ไม่ถอดบางตอน

ทว่าคำอธิบาย เช่น ตอนแรกที่เป็นภาพนิ่งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นั่งพูดคุยร่วมกับบุคคลสำคัญ เช่น สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ มีการเขียนจับโยงโดยไม่มีมูล ป้ายสี พล.อ.เปรม เข้ามาสั่งการคดียุบพรรค ดังที่ระบุว่า “ตอน 1 เปรมได้พบและปรึกษาหารือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อช่วยประชาธิปัตย์ไม่ให้ถูกยุบโดยรับปากประธาน หากผ่านวิกฤตนี้ได้จะเสนอชื่อทูลเกล้าฯ ถวายให้เป็นองคมนตรี”

แต่บางคลิปก็เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องชี้แจง เพราะมีภาพ วิรัช ร่มเย็น สส.ระนอง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ นั่งพูดคุยกับ พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งหารือถึงการดึงอภิชาตมาเป็นพยานศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วน 3 คลิปที่เหลือ เป็นภาพการประชุมภายในของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื้อหาโดยรวม ต้องการดึงอภิชาตมาเป็นพยานศาล และกำหนดวันนัดเบิกความ และวันตัดสินคดีหุ้น สส.ที่ยังค้างอยู่ รวมถึงระดมความเห็นว่า จะฟ้องโฆษกพรรคเพื่อไทย และจตุพรที่ปูดคลิปกระทบศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อปกป้ององค์กรศาล

แต่ทั้ง 5 ตอน ไม่มีเนื้อหาการเสนอแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ เหมือนกรณีถุงขนมสินบน 2 ล้านบาทของทนายความทักษิณที่อื้อฉาวครั้งนั้น

ที่หนักสุดคือ การหารือของ สส.พรรคประชาธิปัตย์กับเลขาประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถึงข้อคิดเห็นในการดึงอภิชาตมาเป็นพยาน เพื่อเป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่อมา วิรัช แถลงยอมรับว่า เป็นภาพเขาจริง แต่เป็นการวางแผนชั่วร้ายอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีเครือข่ายพรรคสีแดงเป็นผู้เขียนบท

ฟังขึ้นหรือไม่ สังคมเป็นฝ่ายตัดสิน...

ทว่า คำถามสำคัญ คือ อภิชาตมีความสำคัญอย่างไรกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องการขอเบิกตัวมาเป็นพยานคนสำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลกดปุ่มตัดสินคดีนี้

เพราะประเด็นที่ประชาธิปัตย์ต่อสู้หลักใหญ่มี 2 เรื่อง คือ อำนาจของผู้ฟ้องที่เป็นปมปัญหา คือ กกต.

กลัดกระดุมผิดเม็ดแรก เม็ดต่อมาก็ผิดหมด...

และประเด็นข้อเท็จจริงปมเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท และการใช้เงินบริจาค 258 ล้านบาท

เมื่อดู พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2550 มาตรา 95 ระบุว่า หากพบว่าพรรคการเมืองใดกระทำผิดกฎหมาย ก็ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของ กกต. เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค

แต่ในทางกลับกัน ถ้านายทะเบียนฯ เห็นว่าพรรคการเมืองนั้นไม่มีความผิดก็ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ อสส. หรือขอความเห็นชอบจากที่ประชุม กกต.

สำหรับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กกต.เคยมีมติเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2552 หลังที่ประชุมพิจารณาผลการไต่สวนของคณะอนุกรรมการทั้งสองคดี โดย “สุทธิพล ทวีชัยการ” เลขาธิการสำนักงาน กกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมาก ให้เป็นดุลพินิจของอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนฯ ที่จะพิจารณาส่งคำร้องยุบพรรคนี้ไปยัง อสส.หรือไม่

สรุปคือ อำนาจชี้ขาดอยู่ที่อภิชาตเพียงผู้เดียว

และอภิชาตก็ได้ใช้อำนาจในฐานะนายทะเบียนฯ ตามกฎหมายและตามมติของ กกต.ขณะนั้น ชี้ขาดให้ยกคำร้องคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท เพราะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำผิดตามผลการสอบของคณะอนุไต่สวน กกต.

คดียุบพรรคประชาธิปัตย์จบบริบูรณ์ตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว

แต่การชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าได้ใช้ประเด็นยุบพรรคมาเป็นเงื่อนไขต่อรองเพื่อสลายการชุมนุม

แกนนำเสื้อแดงยังได้ยกพลไปกดดัน กกต.ถึงที่ทำการ พร้อมขู่จะบุกไปเผาบ้านอภิชาต ทำให้เจ้าตัวเครียดต้องเข้าโรงพยาบาล ต่อมาประธาน กกต. ยอมลดแรงกดดัน เปลี่ยนใจรื้อฟื้นคดียุบพรรคโดยนำกลับมาหารือในที่ประชุม กกต.ใหม่ เพื่อให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์โดยหวังจะให้บ้านเมืองสงบ

จนวันที่ 12 เม.ย. 2553 ที่ประชุม กกต. มีมติ 4 ต่อ 1 ในประเด็นเงินบริจาค 258 ล้านบาท เสนอ อสส.เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค ซึ่งเสียงข้างน้อยหนึ่งเสียงก็คือ อภิชาต

ส่วนประเด็นเงินกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท กกต.มีมติ 5 ต่อ 0 เสียงให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์

พลันที่ กกต.มีมติตรงกับคำขอเสื้อแดง “วีระมุสิกพงศ์” ประธานเสื้อแดง ถึงลั่นกับผู้ชุมนุมว่า นี่คือชัยชนะของประชาธิปไตย และอาจพิจารณายุติการชุมนุม ขณะที่หลายภาคส่วนในสังคม เชื่อว่ามติ กกต. เซ่นพรรคประชาธิปัตย์ช่วยเปิดรูระบายคลายวิกฤตม็อบลง

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่...

ทั้งหมด นักกฎหมายมองว่า คดีนี้ประชาธิปัตย์มีโอกาสชนะจาก ปม กกต.ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

แม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ผู้เปิดประเด็นคดียุบพรรค ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ ยอมรับตรงๆ ถึงช่องโหว่ที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะคดี คือ กรณีนายทะเบียนฯ มีความเห็นแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ผิด หรือ นัยหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะชนะฟาวล์

ขณะที่คนในพรรคเพื่อไทยก็รู้ถึงจุดอ่อนคดีนี้ แต่ต้องออกมาสร้างกระแสว่ามีการล็อบบี้ช่วยเหลือ และตอกย้ำความเป็นสองมาตรฐานว่า พรรคอื่นถูกยุบหมด มีแต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนยุบพรรคเดียว

เพราะกระแส “สองมาตรฐาน” เป็นวาทกรรมที่พรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงจะใช้ในการหาเสียงเรียกคะแนน สร้างความเคียดแค้นให้กับคนเสื้อแดง

“อภิชาต” จึงมีความสำคัญต่อพรรคประชาธิปัตย์ยิ่ง

พอๆ กับที่พรรคเสื้อแดง ต้องสกัดและโจมตีทุกวิถีทางว่าวางแผนช่วยเหลือกัน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท