posttoday
Living Will เจตนาอันบริสุทธิ์

Living Will เจตนาอันบริสุทธิ์

18 ตุลาคม 2553

....สมผล ตระกลูรุ่ง

ในขณะที่กฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร เรามาดูกฎหมายดีๆ ทางการแพทย์ที่พวกเราทุกคนน่าจะได้รู้ไว้ ไม่เฉพาะเพื่อตนเอง แต่เพื่อคนที่เรารักด้วย

ผมได้รับเอกสารและความรู้เรื่อง Living Will จาก ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเกี่ยวกับการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางจิตวิทยาหรือการรักษาความเจ็บป่วยทั่วไป อาจารย์เป็นผู้เข้าใจและอธิบายเรื่องทางการแพทย์ได้ดีกว่าแพทย์บางคน

ในเอกสารให้ความหมายของ Living Willว่า “ความต้องการครั้งสุดท้ายของชีวิต” ซึ่งมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12

“บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้วมิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”

ความจริงแล้วไม่น่าจะมีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะคนทุกคนไม่มีใครอยากตาย และแพทย์ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพย่อมมีจริยธรรมที่จะรักษาผู้ป่วยตามความรู้ที่ร่ำเรียนมา

แต่ความเจริญในทางการแพทย์มีเครื่องมืออันทันสมัย สามารถยืดชีวิตผู้ป่วยให้มีชีวิตยาวนานขึ้น ประกอบกับการแพทย์ในยุคปัจจุบัน (บางส่วน) เป็นการแพทย์ในเชิงธุรกิจ เครื่องมือแต่ละชิ้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพงมากๆๆๆๆๆ แพทย์ส่วนหนึ่งจึงมองเรื่องการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องทางธุรกิจที่จะต้องแสวงหากำไรสูงสุด

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เข้าใจว่าจะเป็นงานวิจัยของโรงพยาบาลศิริราช ปรากฏข้อมูลการรักษาพยาบาลในลักษณะการยืดชีวิตของผู้ป่วย โดยไม่มีโอกาสหายจากการเจ็บป่วยได้อีกต่อไป เช่น ผู้ป่วยที่เป็นเจ้าชายนิทรา เจ้าหญิงนิทรา ที่ไม่ได้รักษาความเจ็บป่วย แต่เป็นเพียงการใช้เครื่องมือช่วยให้มีลมหายใจอยู่เท่านั้น มีค่าใช้จ่ายสำหรับโรงพยาบาลเอกชนเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท

เป็นรายได้งามในทางธุรกิจ แต่เป็นภาระอันหนักของผู้ป่วย

สิทธิตามกฎหมายนี้เป็นสิทธิที่จะปฏิเสธการรักษา ซึ่งเรียกให้ดูดีว่าสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในวาระสุดท้าย การปฏิเสธตามกฎหมายนี้เป็นการปฏิเสธการรักษาเพื่อยืดชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากความเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่ถ้าความเจ็บป่วยนั้นสามารถรักษาได้ แม้จะรู้สึกว่าทรมาน ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะปฏิเสธการรักษา ย่อมเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะต้องให้การรักษาให้ดีที่สุด

การปฏิเสธการรักษาที่กำหนดไว้ในตัวอย่างหนังสือแสดงเจตนาที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้ไว้ เช่น เจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ การใช้เครื่องช่วยหายใจ การให้สารอาหารและน้ำทางสายยาง การเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู การกระตุ้นระบบไหลเวียน กระบวนการฟื้นชีพเมื่อหัวใจหยุด การรักษาโรคแทรกซ้อนด้วยยาหรือวิธีการรักษาใดๆ

จากตัวอย่างข้างต้น การแสดงเจตนาที่จะไม่รับการรักษา เป็นการปฏิเสธการรักษาที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ หากไม่สามารถหายใจได้ด้วยตนเองก็ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือเจาะคอเพื่อให้หายใจได้ หัวใจหยุดเต้นก็ไม่ต้องปั๊มหัวใจ

คนที่เคยหัวใจหยุดเต้นแล้วถูกปั๊มหัวใจขึ้นมาจะทราบดีถึงความเจ็บปวด บางคนถึงกับบอกว่าจะไม่ยอมให้ปั๊มหัวใจอีกแล้ว

ภาวะความเจ็บป่วยในขณะใกล้ตายนั้นไม่มีใครมาบอกเล่าให้เราฟังได้ และคงไม่มีใครอาสาที่จะทดลองไปอยู่ในภาวะเช่นนั้นเพื่อนำมาเล่าสู่กันฟัง

คนที่เคยผ่านประสบการณ์นี้มาก่อนก็ไม่มีโอกาสนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังเสียแล้ว

ผมเคยฟังมาว่าคนในภาวะใกล้ตายจะไม่รู้ตัวแล้ว อวัยวะทุกส่วนของร่างกายไม่ตอบสนองกับสิ่งภายนอก ไม่รับยา ไม่รับอาหาร เป็นภาวะที่ร่างกายหมดสภาพที่จะดำรงอยู่ต่อไป การใช้เครื่องมือสมัยใหม่ไปบังคับเพื่อรักษาลมหายใจให้คงอยู่จะเกิดประโยชน์อะไรในขณะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าในภาวะเช่นนั้นจิตยังครองร่างอยู่หรือไม่

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านสั่งเอาไว้ในขณะที่กำลังป่วย เหมือนกับการแสดงเจตนาตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ท่านเปรียบเทียบได้ดีมาก ท่านบอกว่าเมื่อถึงเวลาที่จะต้องตายก็ปล่อยให้สิ้นลมไปตามธรรมชาติ ไม่ให้ยื้อชีวิตไว้ เพราะท่านไม่ต้องการเป็นตุ๊กตาหรือเป็นของเล่นให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คนป่วยในไอซียูไม่ต่างไปจากตุ๊กตาที่คนอันเป็นที่รักจะมาหาวันละ 2 เวลา เช้าก็แวะมาหา มาจับต้องร่างกาย พูดสิ่งดีๆ แล้วก็ไปทำงาน พอตกเย็นก็แวะเวียนมาเยี่ยม ลูบๆ คลำๆ แล้วก็กลับไป พอนานวันเข้าก็มาวันเว้นวัน แล้วต่อไปก็มาอาทิตย์ละครั้งจนถึงวาระสุดท้าย

ในภาวะเช่นนั้น ถ้าผู้ป่วยยังรู้ตัว ยังมีสติรู้เรื่อง จะตอบโต้ก็ไม่ได้ ลองคิดกันดูว่าจะมีความสุขหรือความทุกข์ แต่ถ้าไม่มีความรับรู้แล้ว คนมาเยี่ยมก็เหมือนพูดอยู่คนเดียว

แล้วจะทำไปเพื่อประโยชน์อะไร

การทำเจตนาไว้ล่วงหน้าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความชัดเจน เพราะลูกหลาน (ที่เป็นคนดี) ไม่กล้าที่จะปฏิเสธการรักษา เพราะกลัวจะเป็นบาป เมื่อแพทย์บอกว่ายังมีทางที่จะยืดชีวิตได้ ลูกหลานก็คงไม่กล้าที่จะปฏิเสธข้อเสนอของแพทย์ ไม่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเพียงใด

แพทย์บางคนก็ชอบข่มขู่ ถ้าไม่รับการรักษาตามที่แนะนำ จะไม่รับรองความปลอดภัย แล้วใครจะกล้าปล่อยให้พ่อแม่เสี่ยงกับความตาย

แต่หากผู้ป่วยแสดงเจตนาไว้ก่อนในขณะที่ยังสื่อสารกันได้ ทั้งลูกหลาน ทั้งแพทย์ จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องตรงตามเจตนา

การปฏิเสธการรักษาเช่นนี้ไม่เป็นบาป ไม่เป็นการฆ่าตัวตาย แต่เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงโดยธรรมชาติ ไม่เหมือนกรณีที่ดึงเครื่องช่วยหายใจให้ผู้ป่วยตาย ซึ่งเป็นเสมือนการกำหนดชีวิตของผู้ป่วย

เรามีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะกำหนดชีวิตของเราเอง อย่าให้คนที่เราไม่รู้จักมากำหนดชีวิตของเราเพียงเพราะเขาใส่เสื้อกาวน์

เพราะในโลกนี้ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่ากับตัวเราเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท