posttoday
คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

18 ตุลาคม 2553

...ชาติชัย พาราสุข

อ๊ะ...ท่านผู้อ่านยังไม่ต้องทวงบทความเรื่องการออมเพื่อการเกษียณ เรื่องนั้นรอได้ เพราะอีกนานกว่าพวกท่านจะเกษียณ แต่เรื่องนี้รอไม่ได้ ด้วยประเทศชาติกำลังจะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ (Vicious Cycle) ของอัตราแลกเปลี่ยน จริงอยู่ผมได้เขียนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้วในบทความครั้งก่อน และผมได้บอกแล้วว่าหากไม่ใช้มาตรการนอกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จะไม่มีทางยับยั้งการแข็งค่าของเงินสกุลบาทได้ และหากเป็นเช่นนั้นค่าเงินบาทที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มีสิทธิได้เห็นกันแน่ในเร็ววัน ปรากฏว่า “เร็ววัน” มาเร็วกว่าที่ผม (และธนาคารแห่งประเทศไทย) คาดไว้ คือได้เห็นตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นเงินบาทก็อ่อนค่าลงมาอยู่เหนือ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐเล็กน้อย เนื่องจากตลาดมีความกังวลว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศ (Capital Control) โดยเฉพาะการไหลเข้าของเงินทุนเพื่อมาเก็งกำไรในค่าเงิน เพราะรัฐบาลประเทศบราซิลได้ออกมาตรการดังกล่าวออกมาแล้ว และอีกหลายประเทศกำลังพิจารณามาตรการ Capital Control เช่นกัน นอกจากนี้ นักเก็งกำไรค่าเงินยังรอฟังผลสรุปของการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาในเรื่องนี้ คำตอบก็คือไม่มี

เพื่อตอบโต้กับปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทที่เกิดขึ้น ในวันอังคารที่ 12 ต.ค. คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบกับมาตรการลดผลกระทบจากค่าเงินบาท 3 มาตรการ คือ (1) ยกเลิกการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 สำหรับรายได้จากดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างประเทศ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.นี้เป็นต้นไป (2) ส่งเสริมการใช้เงินตราต่างประเทศ โดยกำหนดให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนที่ใช้เงินตราต่างประเทศ ตั้งเป้าหมายให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งเบิกจ่ายงบลงทุนที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้ได้ 5 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 เดือนจากนี้ และ (3) การช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ด้วยการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลาม และธนาคารกรุงไทย ร่วมกันช่วยเหลือในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า หรือฟอร์เวิร์ด คอนแทรกต์ ให้กับเอสเอ็มอีที่ส่งออกรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ในการทำธุรกรรมฟอร์เวิร์ดกับสถาบันการเงิน ซึ่งทั้ง 4 ธนาคารจะอนุมัติให้ภายใน 3 วัน เป็นเวลา 1 ปี และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันให้กับสถาบันการเงิน โดยคิดค่าธรรมเนียมเพียงร้อยละ 0.75

เมื่อนักเก็งกำไร ทั้งหัวดำและหัวแดงได้ทราบถึงมาตรการทั้ง 3 ดังกล่าว ต่างก็แซ่ซ้องว่า Nom Nam, Nom Nam (หน่อมแน้ม, หน่อมแน้ม) และกลับเข้าไปเก็งกำไรในค่าเงินบาทอย่างดุเดือดต่อไป ทำให้ในวันพุธหลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมา 1 วัน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปปิดสิ้นวันที่ 29.844 บาท/ เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่าถึง 0.73% ภายในวันเดียว หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เข้าไปแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในตอนบ่าย เงินบาทอาจจะหลุด 29.7 บาท/ เหรียญสหรัฐไปแล้ว

เหตุผลที่มาตรการทั้ง 3 ไร้ผลที่จะสกัดกั้นการแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะภาระการเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรายได้จากดอกเบี้ยของพันธบัตรมันต่ำติดดินเมื่อเทียบกับกำไรที่จะได้จากค่าเงิน ลองคำนวณดู ตอนนี้พันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี มีอัตราดอกเบี้ย 2.01% เสียภาษีบนอัตราดอกเบี้ย 15% ก็เท่ากับนักเก็งกำไรมีต้นทุนเพิ่ม 0.3% พ่อแม่พี่น้องขอรับ แค่วันเดียวคือวันที่ 13 ต.ค. นักเก็งกำไรก็ฟันกำไรจากค่าเงินไปแล้ว 0.73% (นี่ขนาดแบงก์ชาติเข้าแทรกแซงแล้วด้วย) ขอย้ำ แค่วันเดียว แล้วไอ้มาตรการเสียภาษีที่ว่าจะไปมีผลอะไร นักเก็งกำไรฝากมาบอกว่าอย่าว่าแต่เสียภาษี 15% เลย ต่อให้เสียภาษี 30% ก็ยังเก็งกำไรต่อ เพราะเขามองว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีกอย่างน้อย 5% ชัวร์ ไอ้ต้นทุนเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้มันไร้สาระ

ส่วนอีก 2 มาตรการที่เหลือ นักเก็งกำไรเขาไม่ตอบ แต่เขาบอกว่า 5 5 5 5 (ไม่รู้ว่าเขาใบ้หวยหรือเป็นเสียงหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง) มาดูมาตรการการเร่งเบิกใช้งบประมาณในส่วนที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ตรงนี้มี 3 ประเด็นปัญหาคือ (1) ตั้ง 3 เดือน นักเก็งกำไรเขาเก็งกำไรกันเป็นรายวัน วันละหลายรอบ อูย... อีก 3 เดือนเงินบาทก็ไปอยู่ที่ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (หรือเปล่า?) ป่านนั้นนักเก็งกำไรก็รวยพุงกางกันหมดแล้ว (2) การเบิกจ่ายงบประมาณไม่ใช่เรื่องง่าย มีกระบวนการมากมาย ทำไม่ดีเดี๋ยวโดน สตง. ป.ป.ช. เข้าสอบกันให้วุ่นวาย ประเภทช่วยชาติแต่ตัวเองซวย และ (3) 5 หมื่นล้านบาท พูดเล่นนะ แค่เดือนเดียวเงินไหลเข้ามาเก็งกำไร 1.4 แสนล้านบาทไปแล้ว 5 หมื่นล้าน (ถ้าเบิกได้หมด) ภายใน 3 เดือน ถือว่าเป็นเม็ดเงินนิดเดียวเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน นักเก็งกำไรคงจะกลัวแย่ซิ

มาตรการสุดท้ายคงไม่ใช่มาตรการสกัดการแข็งค่าของเงินบาท แต่เป็นมาตรการการบรรเทาทุกข์สำหรับผู้ส่งออกรายย่อย (SME) มากกว่า แต่เชื่อไหมว่ามาตรการเช่นนี้จะกระตุ้นให้เงินบาทแข็งค่าเร็วขึ้น ทำไมหรือครับ เพราะเวลาที่มีผู้ไปขอขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้ากับธนาคาร (Forward Contract) ธนาคารจะนำเงินดอลลาร์ปัจจุบันไปขายทันทีเพื่อเก็บเงินบาทรอไว้ให้ลูกค้าเมื่อสัญญาครบกำหนด จึงมีผลให้ Supply ของดอลลาร์ ณ ปัจจุบันเพิ่มขึ้น แน่นอน เมื่อ Supply ของดอลลาร์เพิ่มขึ้น ราคาของดอลลาร์จะลดลงตามทฤษฎี DemandSupply หมายความว่าเงินบาทก็จะยิ่งแข็งค่าขึ้น

ดังนั้น ผมขอฟันธงว่าแนวโน้มของเงินบาทจะแข็ง แข็งขึ้น และแข็งยิ่งขึ้น ต่อไปด้วยเหตุผล 3 ข้อ ข้อแรก แรงเก็งกำไรในค่าเงิน ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายต่อ ข้อที่สอง ผู้ที่จะได้รับเงินดอลลาร์ในอนาคต กล่าวคือผู้ส่งออกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ หรือ SME ต่างจะขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้าผ่านสัญญา Forward Contract ที่ว่า ผลก็จะเป็นดังที่ผมได้อธิบายไว้ข้างบน กล่าวคือ จะทำให้มีการนำดอลลาร์ออกมาขายในตลาดปัจจุบันเพิ่มขึ้น ข้อที่สาม ผู้ที่ถือเงินดอลลาร์อยู่จะระบายดอลลาร์ออกมาหมด สมมติว่าผมเป็นผู้ส่งออก ผมได้เงินดอลลาร์มาจากการขายสินค้า 100 เหรียญ ปกติผมก็จะเก็บเงินดอลลาร์ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าวัตถุดิบ เอาเป็นว่า 60 เหรียญ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแลกเงินสองต่อ แล้วนำเงินดอลลาร์ที่เหลือ 40 เหรียญ ไปแลกเป็นเงินบาทมาใช้จ่าย แต่ ณ สถานการณ์ ปัจจุบัน ผมจะขายเงินดอลลาร์ 100 เหรียญทั้งหมด พอถึงวันจะต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ 60 เหรียญ ผมถึงจะเอาเงินบาทไปแลกกลับอีกที ด้วยกำไรจากค่าเงินสูงกว่าค่าธรรมเนียมการแลกเงินสองต่อ

สรุป มี Supply ของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นจากนักเก็งกำไร, มี Supply ของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นจาก Forward Contract และมี Supply ของเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นจากผู้ส่งออกที่ควรเก็บเงินดอลลาร์ไว้จ่ายค่าวัตถุดิบ

สามเด้ง Triple Supply เช่นนี้ ค่าเงินบาทจะเหลืออะไร ผมบอกแล้วไงว่าในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน Expectation หรือความคาดหวังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทฤษฎีดอกเบี้ย ทฤษฎีเงินเฟ้อ อะไร ฉีกทิ้งได้หมด มาตรการไหนที่ออกมาแล้วไม่สามารถเปลี่ยนความคาดหวังได้ มาตรการนั้นรับประกันว่าไร้ผล

เอ...แล้วจะมีมาตรการอะไรที่เปลี่ยนความคาดหวังได้หรือไม่ มีสิ...ทำได้ไม่ผิดพันธสัญญาข้อ 8 ของ IMF ด้วย เพราะพันธสัญญาข้อดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะ Current Transac tions นั่นก็คือการเก็บภาษีจากการเก็งกำไรในค่าเงิน ซึ่งไม่ต่างจาก Capital Gain Tax ที่มีการใช้ในหลายประเทศ จะเรียกว่า Exchange Rate Gain Tax ก็ได้ เช่น ผู้ลงทุน/นักเก็งกำไรนำเงินดอลลาร์เข้ามาที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตอนนำเงินออกไปอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มีกำไร 2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ รัฐบาลก็เก็บภาษีกำไรส่วนต่างเสียเลย จะเก็บ 30% เหมือนภาษีรายได้นิติบุคคลหรือมากกว่าก็ตามใจ ส่วนนักลงทุนที่นำเงินทุนเข้ามาค้าขายจริงหรือลงทุนจริง จะออกกฎยกเว้นก็ได้ โดยให้นำหลักฐานว่ามีการนำเงินตราต่างประเทศมาซื้อขายสินค้าหรือลงทุนในธุรกิจ ส่วนรายย่อยก็ยกเว้นให้ เช่น การนำเงินเข้าออกไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี อะไรทำนองนี้

เรื่องพวกนี้ถ้าอยากจะทำไม่ยากเลย อะไรที่ไม่อยากให้กระทบก็ยกเว้นสิ เช่น กลัวตลาดหุ้นตก ก็ยกเว้นเงินลงทุนในตลาดหุ้น (กลัวทำไมก็ไม่รู้ กระทบคนนิดเดียว ทีชาวไร่ชาวนากำลังลอยคอตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง จากน้ำท่วม ไม่เห็นจะตื่นเต้นตกใจกันเลย) เอาน่า...หัดคิดอะไรนอกกรอบเพื่อชาติหน่อย มัวแต่ทฤษฎีจ๋ากันอยู่นั่นแหละ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท