posttoday
หอการค้าเสนอทางออกแก้บาทแข็ง

หอการค้าเสนอทางออกแก้บาทแข็ง

15 ตุลาคม 2553

ให้ธปท.แทรกแซงตลาดเต็มสูบดูอัตราแลกเปลี่ยนก่อนเงินเฟ้อชะลอขึ้นดอกนโยบาย

ให้ธปท.แทรกแซงตลาดเต็มสูบดูอัตราแลกเปลี่ยนก่อนเงินเฟ้อชะลอขึ้นดอกนโยบาย

หอการค้าหนีตาย เสนอมาตรการแก้ไขค่าบาท 2 ทางทั้งแบบสั้นและยาว

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการหอการค้าไทยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทในปัจจุบัน โดยเสนอให้ดำเนินการเป็น 2 ระยะ ได้แก่ การแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว ต้องการให้รัฐบาลกำหนดเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีหน้าได้

สำหรับมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น ได้แก่ 1.ต้องการให้ ธปท.ปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเงินโดยให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 กับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนระยะสั้น (36 เดือน) และให้ความสำคัญกับเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นอันดับรองลงไป 2.ธปท.ควรเข้ามาแทรกแซงตลาดอย่างเต็มที่ ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพและได้ผลมากกว่าในปัจจุบัน

3.ควรดำเนินการชะลอการไหลเข้าของเงินทุน ที่จะเข้ามาหาผลกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย โดยที่รัฐบาลควรออกมาตรการเก็บภาษีจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยกับอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศ 4.ควรลดหรือชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบาย เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงิน

ขณะที่มาตรการแก้ปัญหาระยะยาว ได้แก่ 1.สนับสนุนให้ผู้ประกอบการและภาคเอกชนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ 2.ส่งเสริมให้มีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ผ่านการลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร เพื่อการปรับปรุงคุณภาพสินค้า และศักยภาพการผลิตของประเทศไทย

ให้การดูแลและแก้ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนและการแข็งค่าของค่าเงินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและทันต่อเหตุการณ์ หอการค้าเห็นว่ารัฐบาลควรกำหนดเรื่องนี้ให้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนของไทย เพราะการแข็งค่าอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยลบที่ทำร้ายขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงได้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างรวดเร็วในปีหน้า” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันที่ระดับต่ำกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้สถานการณ์การส่งออกของไทยเริ่มมีปัญหา โดยเฉพาะในภูมิภาค เพราะหากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2551 – ปัจจุบัน พบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาคอาเซียนไทยสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ มาเลเซียแข็งค่า 10.5% สิงคโปร์ 9.1% และฟิลลิปปินส์ 8.4% โดยไทยยังแข็งค่ามากที่สุดในเอเชียด้วยเช่นเดียวกัน

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เงินเฟ้อในขณะนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง ในสถานการณ์ปัจจุบันจึงต้องเปลี่ยนความสำคัญจากเงินเฟ้อ มาดูที่อัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น แต่จะให้กำหนดเป็นเป้าหมายเท่าไหร่อย่างเงินเฟ้อ ไม่ใช่หน้าที่ของภาคเอกชน แต่เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องต้องคิดว่าควรจะเป็นอย่างไร

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่มีผู้เสนอให้พิมพ์ธนบัตรเพิ่มมาซื้อเงินเหรียญสหรัฐ และออกเป็นพันธบัตรขายในประเทศ เพื่อดูดซับเงินเฟ้อจะทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะประเทศไทยมีเศรษฐกิจขนาดเล็ก

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ไปตอบกระทู้สดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ว่า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า มาตรการช่วยเหลือค่าเงินบาทของรัฐบาล จะไม่ส่งผลทำให้เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เหมือนในปี 2540 อีกครั้ง เพราะมาตรการของรัฐบาลขณะนี้ ไม่ได้เป็นการฝืนตลาดเหมือนกับครั้งต้มยำกุ้ง แต่เป็นมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ

 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า จะมีการเพิ่มมาตรการขึ้นมาอีก 1 รอบ เพื่อเป็นการเร่งส่งเสริมการลงทุน การนำเข้าเครื่องจักร เพื่อสร้างความต้องการเงินตราจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า มาตรการแทรกแซงค่าเงินบาทนั้น ไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือวิกฤติค่าเงินบาท ในขณะนี้ได้ เพราะหลายประเทศ ที่นำไปใช้ก็ไม่สามารถฟื้นตลาดได้เช่นกันจบ
เวลา 11.00 น.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานที่ประชุม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดเรื่อง เงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร ถามนายกรัฐมนตรีว่า มาตรการ 5 ข้อที่รัฐบาลประกาศไปเพื่อช่วยเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นนั้น ตนยืนยันได้ว่ามาตรการดังกล่าวล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 29 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ตรงนี้เป็นเพราะมีการเกร็งกำไรเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าหุ้นวิ่งขึ้นอีก 2 บาทกำไรก็จะเพิ่มขึ้นอีก มีคนตั้งคำถามว่านายกฯทำอะไรอยู่ ตอนนี้หลายอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหา อาจต้องลดขนาดธุรกิจลงเร็วๆนี้ สินค้าเกษตรที่ส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่ลดลง เกษตรกรเกิดวิบากกรรม ทั้งน้ำท่วม ข้าวของราคาแพง และแม้ราคาเงินบาทจะแข็งตัวขึ้นแต่ปรากฏว่าราคาน้ำมันไม่มีการลดลงแล้วแบบนี้ประชาชนจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ซึ่งหากนายกฯและรมว.คลัง ไม่ทำอะไรอีกก็ควรพิจารณาตัวเองและรีไทน์ออกไปเสีย และหากอีก 3 มาตรการที่ออกมาทำแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวไม่ได้จะรับผิดชอบอย่างไร จึงอยากถามว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจากค่าเงินบาทแข็งตัวอย่างไร

 นายกรณ์ ชี้แจงว่า โดยทั่วไปค่าเงินของประเทศใดที่แข็งค่าขึ้นก็เท่ากับเงินในกระเป๋าพี่น้องมีค่าขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งหากดูอัตราเศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราว่างงานก็มีเพียง 1% ซึ่งถือว่าต่ำมากที่สุด หากเปรียบเทียบกับสกุลเงินอื่นอย่างเงินเยนค่าเงินบาทยังอ่อนอยู่ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเปรียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐค่าเงินบาทจึงแข็งขึ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอลงอย่างมาก อัตราว่างงานของสหรัฐสูงถึง 10% การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 0% จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเมื่อนำเงินสกุลต่างๆไปเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐแล้วจะแข็งเงินจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตของสหรัฐฯนั้น เท่าที่ตนได้ฟังนโยบายเศรษฐกิจของเขาที่กรุงวอชิงตัน คือจะใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายทางการเงิน โดยจะมีการพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมามากขึ้นและกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง เพื่อต่อสู้กับประเทศอื่นในโลก ปัญหาคือเราจะทำอะไรได้บ้าง เพราะนโยบายของสหรัฐฯที่ออกมาจะมีผลในเชิงบวกและเชิงลบ คนที่ลงทุนในต่างประเทศและใช้เงินซื้อสินค้าต่างประเทศจะได้เปรียบ แต่เศรษฐกิจไทยเน้นการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน คณะรัฐมนตรีจึงจำเป็นที่ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกไม่ให้ได้รับผลกระทบมากเกินไปจากค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

 รมว.คลัง กล่าวต่อไปว่า บทบาทหน้าที่ในเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนนั้น ภาระหน้าที่ตามกฎหมายอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมันง่ายมากที่ตนจะโบ้ยความผิดไปที่ผู้ว่าธปท. แล้วเห็นด้วยว่ามาตรการของธปท.ทำอะไรไม่ได้ แต่ในการประชุมครม.พูดกันชัดเจนว่าสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบคือผลอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อผู้ส่งออก ครม.จึงมีมาตรการเยียวยาผู้ส่งออกขนาดเล็กโดยตรง ส่วนที่ท่านอ้างว่ามาตรการนี้ล้มเหลว ก็ชัดเจนว่าท่านไม่เข้าใจคิดว่ามาตรการที่ครม.ออกมาเพื่อลดค่าเงินบาท ซึ่งมันไม่ใช่ แต่มาตรการที่ออกมาเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกรายเล็ก ซึ่งทั้งหมดเวลาจะเป็นผู้ตัดสิน

 ขณะที่นายสุรพงษ์ กล่าวว่า นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนพิบูล ได้ตำหนิมาตรการของ ธปท. ว่าไม่สมเหตุสมผล และหากเงินบาทยังเป็นอย่างนี้อาจทำให้เกิดต้มยำกุ้งรอบ 2 ขณะที่ไอเอ็มเอฟเองก็ออกมาบอกว่าโลกกำลังเข้าสู่สงครามเงินตรา จึงอยากถามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไร ซึ่ง นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร บอกว่าค่าเงินบาทแข็งตัวมีคนได้ประโยชน์ 40% และไม่กระทบ 30% ซึ่งส่วนที่เสียประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกเอสเอ็มอีที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เพราะถ้าเป็นรายใหญ่จะมีความสามารถในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้รัฐบาลเตรียมการอย่างไรที่เงินทุนต่างประเทศเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในตลาดหลักทรัพย์

ด้านนายกรณ์ ชี้แจงว่า ท่านไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจถึงที่มาที่ไป ในมาตรการของรัฐบาล สิ่งที่เราเสนอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามามีส่วนค้ำประกันคือต้องมีหลักประกันที่วางกับธนาคาร นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังได้เสนอให้ที่ประชุมครม.ยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากเงินได้จากดอกเบี้ยและกำไรจากการขายตราสารหนี้อัตรา 15% ที่ รัฐบาลชุดที่แล้วได้มีมาตรการให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในจึงได้ยกเว้นให้ฝรั่ง ซึ่งเราเห็นว่าควรยกเลิกมาตรการนี้

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ว่า กนง.ยังไม่ควรพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้ เพราะหาก กนง.ยังส่งสัญญาณผิดๆ ด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไทยอีก โดยในส่วนของการให้กลับมาจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% จากผลตอบแทนที่นักลงทุนต่างชาติได้รับจากการเข้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้น ถือว่าช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่นักลงทุนของไทยด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท