
“สมเกียรติ”ชี้กระจายรายได้-สวัสดิการสังคม ลดขัดแย้ง
ความเหลื่อมล้ำมีผลต่อประชาธิปไตย ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมาก ยิ่งเกิดแรงกดดัน ให้มีการกระจายรายได้และการเก็บภาษีให้มากขึ้น.....
ความเหลื่อมล้ำมีผลต่อประชาธิปไตย ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมาก ยิ่งเกิดแรงกดดัน ให้มีการกระจายรายได้และการเก็บภาษีให้มากขึ้น.....
โดย-ชลธิชา เหลิมทอง
หมายเหตุ - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ต.ค. ได้มีการจัดงานรำลึก 37 ปี 14 ต.ค . โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กล่าวปาถกฐา เรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับประชาธิปไตยไทย” โดยมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยรายงานการพัฒคนของประเทศไทยปี 2552 ของ UNDP ชี้ว่าประเทศไทยมีอัตราส่วนระหว่างรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่มีรายได้มากที่สุด 20% กับรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% สูงถึง 12-15 เท่า ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกับลดลง
ทั้งนี้ความเหลื่อมล้ำมีผลต่อประชาธิปไตย ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมาก ยิ่งเกิดแรงกดดัน ให้มีการกระจายรายได้และการเก็บภาษีให้มากขึ้น และถ้าฐานทรัพยากร ฐานรายได้ของประเทศไทยที่เป็นอุปทานของการกระจายรายได้ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ ก็จะมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้ ที่ผ่านมาการกระจายรายได้ของไทยอยู่ในระดับที่ไม่ดี เพราะประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงอยู่ในช่วงสั้น ๆเท่านั้น ไม่เคยมีประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในช่วงยาวๆและต่อเนื่อง การกระจายรายได้จึงไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประชาชนจำนวนมากได้ตื่นตัวขึ้นมา ซึ่งประชาธิปไตยคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“ในสังคมที่มีความไม่เสมอภาคสูงคนที่อยู่ตรงกลาง หรือคนจนจะสร้างแรงกดดันให้เกิดการเก็บภาษีและให้มีการกระจายรายได้มากกว่านี้ ในสังคมแบบนี้คนที่มีรายได้สูงจะไม่พอใจและสังคมแบบนี้จะเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยไม่ได้ หรือหากเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยก็จะรักษาความเป็นประชาธิปไตยได้ยาก เหมือนกับเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่ถือว่าเป็นยุคประชาธิปไตยเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก จะพบว่ามี เกษตรกร แรงงาน ออกมาประท้วงและเกิดเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 สะท้อนว่าสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง ถ้าเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยเมื่อใด จะมีแรงกดดันให้เอาเงินในกระเป๋าของคนรวยไปแจกจ่ายให้กับคนที่จนกว่า และคนที่มีรายได้สูงกว่าย่อมเกิดความไม่พอใจก็จะหาทางล้มกระดาน ไม่ให้เกิดประชาธิปไตยเต็มรูปแบบเหมือนกับเหตุการณ์6 ต.ค. 2519 ” ดร.สมเกียรติ กล่าว
ไม่กระจายรายได้เกิดปฏิวัติประชาชน-นองเลือด
ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่ามี 4 ทางเลือกสำหรับประเทศไทยในอนาคต โดย 2 ทางเลือกแรก คือ การไม่มีการกระจายรายได้ โดยถ้าไม่มีการกระจายรายได้จะมี 2 สถานการณ์ คือ
1. มีการปฏิวัติประชาชน เพราะถ้าไม่มีการกระจายรายได้ก็ต้องมีการทำให้ประเทศมีการปฏิวัติประชาชนเหมือนวันที่ 14 ต.ค.2516 โดยเมื่อมีการปฏิวัติประชาชนก็จะเกิดการกระจายรายได้ตามมา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่มีต้นทุนสูงต่อสังคมแน่นอน เพราะการปฏิวัติ การเปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่เพื่อให้มีการเกิดการกระจายรายได้ขนานใหญ่ ในสังคมที่ไม่พร้อมจะปรับเปลี่ยนก็จะเกิดความขัดแย้งเหมือนในกรณี 6 ต.ค. 2519 ซึ่งเป็นทางการเมืองที่น่าเป็นห่วง ดังนั้นถ้าไม่มีการกระจายรายได้ มีวิธีทางเดียวคือต้องไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยจะมีแรงกดดันให้มีการกระจายรายได้ เพราะในระบอบประชาธิปไตย คนที่ตัดสินอนาคต ตัดสินนโยบายประเทศ คือ “คนที่อยู่ตรงกลาง” ซึ่งเป็นคนจนย่อมต้องการการกระจายรายได้
2. ถ้าไม่ต้องการกระจายรายได้ เพราะคนชั้นสูงจะสูญเสีย ก็จะมีการกดขี่ปราบปรามประชาชนไม่ให้เกิดประชาธิปไตย เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ที่ใช้นโยบายแบ่งแยกสีผิว หรือเกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ของไทย โดยสถานการณ์แบบนี้จะมีต้นทุนกับประเทศและชนชั้นสูงสูงมาก เพราะจะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย 2-3 ปีที่ผ่านมา
เตือนประชานิยม จบลงด้วยรัฐประหาร
ดังนั้น ทางเลือกที่เป็นไปได้จริงๆ คือ การกระจายรายได้ ซึ่งมี 2 สถานการณ์ คือ มีการใช้นโยบายประชานิยม และ การใช้ระบบสวัสดิการพื้นฐาน ทั้งนี้ถ้าเป็นการกระจายรายได้โดยใช้ระบบประชานิยม จะไม่ได้มุ่งสร้างความเข้มแข็งของประชาชน ในระยะยาวและไม่ได้มุ่งแก้ไขความยากจนอย่างแท้จริง ไม่มีการวางแผนทางด้านการคลังให้เกิดความยั่งยืนของโครงการต่างๆของภาครัฐ ไม่มีการวางระบบการตรวจสอบทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น ในขณะที่ถ้าเป็นระบบสวัสดิการจะต้องมีการวางแผนและกลไกในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและมุ่งช่วยคนที่เดือดร้อนและยากจนจริงๆ
ทั้งนี้ถ้าเป็นกรณีของการเลือกการกระจายรายได้แบบประชานิยม สิ่งที่จะตามมาในอนาคต คือ การเกิดการรัฐประหาร ซึ่งในประเทศอาจยังไม่สามารถพูดชัดได้ แต่ถ้าดูข้ออ้างของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ก็มีเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นหลายเรื่องผูกโยงกับประชานิยม แต่ถ้าดูประวัติศาสตร์ในละตินอเมริกา จะเห็นว่าแทบทุกประเทศในละตินอเมริกาที่ใช้ประชานิยมจะจบลงด้วยการรัฐประหาร เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ชะตากรรมของประชานิยมหรือการใช้นโยบายการคลังของภาครัฐในการหาเสียงกับประชาชนมีข้อจำกัดอยู่สูง
เพราะฉะนั้น ทางเลือกที่เหลืออยู่คือการกลับไปสู่ระบบสวัสดิการพื้นฐาน ถ้าประเทศไทยจะเลือกทางนี้ส่วนตัวคิดว่าเป็นอนาคตที่ต้องร่วมกันสร้างให้เกิด ระบบสวัสดิการพื้นฐานขึ้นในประเทศให้ได้ เพราะระบบสวัสดิการและการกระจายรายได้เป็นเพียงทางเลือกเดียว ที่เหลืออยู่ที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ลดความขัดแย้งทางสังคม และเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนที่ต่ำสุดสำหรับชนชั้นนำ
แต่ชนชั้นนำอาจจะไม่เลือกทางเลือกการสร้างระบบสวัสดิการสำหรับประชาชน แต่จะเลือกแนวทางประชานิยม เพราะทำได้ง่ายและชนะเลือกตั้งได้ง่ายกว่า และประชานิยมเป็นสิ่งที่ทำแล้วเลิกยากมาก และจะไม่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งระดับชาติเท่านั้น แต่จะแพร่หลายในการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย เช่น โปสเตอร์ผู้ว่ากทม.ในปัจจุบัน ก็ขึ้นป้ายเลยว่า “กรุงเทพมหานคร จะดูแลท่านตลอดชีวิต” เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าเราต้องการกลับไปสู่ระบบสวัสดิการ เราต้องพยายามป้องกันไม่ให้นักการเมืองหรือชนชั้นนำ เอานโยบายประชานิยมมาแก้ปัญหาไปเรื่อยๆแบบนี้อีก แต่เราต้องร่วมกันออกแบบ สวัสดิการพอดีควบคู่กับไประบบเศรษฐกิจที่เกิดความเป็นธรรม
ข้อเสนอ 10 ประการสร้างสังคมสวัสดิการ
โดยส่วนตัวมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมดังนี้
1.ระบบสวัสดิการที่ควรจะเป็นของประเทศไทย ควรอยู่บนแนวคิดพื้นฐานของสังคมสวัสดิการ (welfare society) ไม่ใช่ รัฐสวัสดิการ (welfare state) ทั้งนี้คำว่าสังคมสวัสดิการ ดูเหมือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้พูดไว้ในต่างกรรมต่างวาระ และรัฐบาลน่าจะมีความเข้าใจเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามถ้าดูในทางปฏิบัติ จะพบว่านโยบายที่ออกมากลับไม่ได้ออกในลักษณะสังคมสวัสดิการอย่างแท้จริง แต่ยังมีลักษณะประชานิยมอยู่
2.ควรแยกสวัสดิการเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยง เช่นความเสี่ยงจากการตกงาน ความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งควรเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าสำหรับทุกคน กลุ่มที่สอง คือสวัสดิการที่ให้พ้นจากความยากจน โดยควรเป็นสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม เช่น คนมีรายได้น้อย คนพิการ คนสูงอายุ
3. ควรมีการปรับปรุงระบสวัสดิการโดยรัฐให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น โดยลดการอุดหนุนที่ไม่จำเป็น การประกันการว่างงาน แต่เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นธรรม เพราะคนที่เต็มใจลาออกจากงานก็ยังได้รับการชดเชย ซึ่งไม่จำเป็น และควรมีการลดการอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้กับผู้กู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา การลดสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ
4. การกำหนดให้ผู้ได้รับสวัสดิการจากรัฐ ทำประโยชน์คืนสู่สังคมในบางรูปแบบ ไม่ใช่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสวัสดิการเป็นการให้จากรัฐฝ่ายเดียว เช่น ต้องให้คนที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐทำงานเพื่อแลกสวัสดิการ ตามแนวคิด “งานเพื่อสวัสดิการ” เพื่อให้เกิดค่านิยมที่ถูกต้อง และให้เกิดความรู้สึกเป็นธรรมกับผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการ
5.การใช้จ่ายภาครัฐควรมีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างสวัสดิการกับการลงทุนเพื่อการสร้างการพัฒนาสร้างความเจริญเติบโตในระยะยาว เช่นการพัฒนาทุนมนุษย์ การพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม
6. ควรปรับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลดวงเงินสูงสุดของกองทุนระยะยาว เพิ่มการลดหย่อนในการอุปการะบุตร การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI โดยลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และตรวจสอบแหล่งที่ภาษีรั่วไหล ยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีของสหกรณ์นอกภาคเกษตรที่ไม่ใช่สหกรณ์ที่แท้จริง เช่น สหกรณ์แท็กซี่
7. ขยายฐานภาษีไปยังผู้ที่ยังไม่เสียภาษี แต่มีความสามารถในการเสียภาษี จะทำให้มีการเปลี่ยนผ่านเป็นการประชาธิปไตยที่มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น
8. การสร้างหลักประกันทางการคลังให้การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ในระดับที่เหมาะสม ถ้าไม่ต้องการให้นักการเมืองพาเราไปสู่ระบบประชานิยมและเลิกไม่ได้ จำเป็นที่ต้องสร้างสถาบันการเมืองขึ้นมารองรับ เช่น การออกกฎหมายกำกับให้นโยบายการใช้จ่ายภาครัฐมีความโปร่งใส การสร้างหน่วยสนับสนุนรัฐสภาในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร
9. การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการลดการทุจริตคอรัปชั่น
10. การสร้างกติกาทางการเมืองที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้มีรายได้น้อย เช่น ให้มีกฎหมายเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนที่มีมาตรฐานมากขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอเพื่อให้พิจารณาว่าประเทศไทย จะสามารถปรับเปลี่ยนสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจให้น้อยลง เพื่อให้เป็นสังคมสวัสดิการที่เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงต่อไป







