posttoday
สู่สังคมสูงวัย

สู่สังคมสูงวัย

26 เมษายน 2561

ไทยนั้นตกอยู่ในสถานะเข้าสู่สังคมสูงอายุไปแล้ว เมื่อ 16 ปีก่อน หรือตั้งแต่ปี 2545 ตามที่อ้างอิงจากข้อมูล World Population Prospects จากองค์การสหประชาชาติ

โดย...มะกะโรนี 

ไทยนั้นตกอยู่ในสถานะเข้าสู่สังคมสูงอายุไปแล้ว เมื่อ 16 ปีก่อน หรือตั้งแต่ปี 2545 ตามที่อ้างอิงจากข้อมูล World Population Prospects จากองค์การสหประชาชาติ ที่ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงกลางถึงปลายยุคสังคมสูงอายุ (Aging Society) หรือยุคที่มีสัดส่วนจำนวนประชากรผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี คิดเป็น 7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และกำลังจะก้าวผ่านยุคสังคมสูงอายุไปอีกระดับหนึ่ง เรียกว่า สังคมสูงอายุสมบูรณ์ (Aged Society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หรือในปี 2565 เพราะมีสัดส่วนจำนวนประชากรผู้มีอายุมากกว่า 65 ปี คิดเป็น 14% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ในอนาคตต่อไปอีก เราจะเป็นสังคมสูงอายุระดับสูงสุด (Super Aged Society) หรือช่วงประมาณปี 2575

มีการระบุข้อมูลด้วยว่า ประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในภาวะสูงวัยของประชากร เป็นอันดับที่สองของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ ขณะที่ประชากรวัยเด็กจะมีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็วจาก 24.6% ในปี 2543 เหลือ 11.2% ในปี 2573 สวนทางกับผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น

กรณีที่กล่าวมาเป็นเสมือนคำเตือนอยู่เนืองๆ ว่า เราไม่สามารถหลบเลี่ยงที่จะต้องปรับตัวในหลายๆ ด้านเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างประชากรที่รุนแรง และจะสร้างผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกพูดถึงหรือถกเถียงเรื่องการเตรียมพร้อมกันอยู่บ่อยครั้ง

แนวคิดต่างๆ ทั้งเรื่องส่วนบุคคล อย่างปรับปรุงบ้านพัก ให้สอดคล้องและเหมาะสม ไปจนถึงระบบสาธารณะ อย่างออกแบบส่วนต่างๆ ของเมืองมีพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้สูงอายุมาพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน เปลี่ยนรถเมล์เป็นแบบชานต่ำ หรือแม้กระทั่งการส่งเสริมให้ห้างสรรพสินค้ามีรถวีลแชร์ให้ยืม เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวพาผู้สูงอายุมาใช้ชีวิตนอกบ้าน

แนวคิดที่ว่ามา เริ่มถูกนำไปใช้อย่างจริงจังในหลายประเทศ ที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ และต้องเตรียมการไว้ก่อน เพราะเล็งเห็นว่า การเตรียมการล่วงหน้า จะทำให้มีโอกาสเข้าถึงและแก้ไขปัญหาที่จะพบอีกมามายได้มากกว่า โมเดลที่ถูกพูดกันบ่อยก็คือ การเตรียมตัวเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศญี่ปุ่น

ว่ากันว่า แค่เพียงเรื่องการประกันรายได้หลังเกษียณอายุนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นได้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ปี 2502 หรือเมื่อเกือบ 60 ปีก่อนด้วยซ้ำไป โดยการออกกฎหมาย “บำนาญแห่งชาติ” ซึ่งเป็นระบบจ่ายเงินสมทบเพื่อเป็นบำนาญพื้นฐาน มีระบบบำนาญภาครัฐที่เป็นภาคบังคับ นอกจากนั้นยังมีระบบที่พอจะเรียกว่าเป็นเงินสำรองเลี้ยงชีพของลูกจ้างเอกชน และกองทุนอื่นๆ รวมถึงระบบประกันการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว 

แต่แม้จะเตรียมตัวมานาน ก็หนีปัญหาการจัดการสังคมสูงวัยในบางแง่มุมที่ซุกซ่อนอยู่ไม่พ้น เช่นเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า มีผู้สูงวัยที่ไม่มีลูกหลานหรือใช้ชีวิตเพียงลำพังจำนวนหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ยอมก่อคดีเพื่อเข้าไปพึ่งพาคุก และมองว่าแม้คุกจะไม่สะดวกสบายเหมือนบ้านและมีกำแพงกั้น แต่ก็ถือเป็นสังคมที่พวกเขายอมรับได้มากกว่าความโดดเดี่ยวในสังคมภายนอก

อ่านเรื่องราวดังกล่าวแล้วก็ต้องถอนหายใจ กลับมาคิดว่า แล้วบ้านเราได้เตรียมการเพื่อรับมือเรื่องนี้ไปแล้วแค่ไหน ซึ่งก็ต้องถอนหายใจอีกครั้งเมื่อเห็นผู้สูงอายุยังต้องตะกายขึ้นรถประจำทางที่มีบันไดชันจนแม้แต่คนหนุ่มสาวก็ยังใช้งานได้ยากลำบาก ยังไม่นับเรื่องจิตสำนึกในการขับรถโดยไม่คำนึงถึงผู้โดยสารวัยชรา ซึ่งได้รับการปลอบใจว่า แค่เบรกหัวทิ่มนั่นก็ดีแค่ไหนแล้ว เพราะอย่าลืมว่า ยิ่งกว่านี้ อย่างกระเป๋าชกต่อยทำร้ายคนแก่ก็ยังเป็นข่าวมาแล้ว

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี