posttoday
จัดฉากหรือของจริง

จัดฉากหรือของจริง

14 ตุลาคม 2553

....ภุมรัตน์ ทักาติพงษ์

ในช่วงเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น เกิดเหตุการณ์ขึ้นที่เปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างน้อย 5 กรณีด้วยกัน ที่ทำให้ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของกลุ่มเสื้อแดงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ซึ่งยากที่จะปฏิเสธ เพราะตัวละครในเหตุการณ์แต่ละครั้งมีหลักฐานชัดเจนโยงใยกับกลุ่มเสื้อแดง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มต้นตั้งแต่ (1) กรณีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่ผ่านการฝึกอาวุธมาจากเขมรและมารองานสำคัญที่จะต้องทำอยู่ที่เชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวจนนำไปสู่การเปิดโปงแผนการทั้งหมดให้สังคมได้รับรู้ มีตัวละครเกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมดมากกว่า 39 คน ทั้งที่อยู่ในไทยและกัมพูชา (2) การระเบิดพลีชีพโดยไม่ตั้งใจที่บ้านเช่าบางบัวทอง ทำให้มือระเบิดและประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายคน จากการขยายผลทำให้โยงใยไปถึงตัวละครอีกไม่น้อยกว่า 6 คนรวมถึงผู้จ้างวาน ผู้จ่ายเงิน ที่มีเลขานุการสาวของ สส.พรรคฝ่ายค้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

และทำให้รู้ด้วยว่า ระเบิดที่มีคนร้ายไปวางไว้ตามที่ต่างๆ อย่างน้อย 4 แห่งก่อนหน้านี้เป็นฝีมือของคนกลุ่มนี้ หากครั้งนี้ทำสำเร็จก็จะเพิ่มอีก 3 คดี (3) การค้นพบจรวดอาร์พีจีที่ห้องเช่าเขตบางรักไม่ไกลจากสำนักงานใหญ่เก่าของพรรคเพื่อไทย ที่จรวดนี้เคยถูกใช้งานมาแล้ว รวมทั้งพบกระสุนปืนเล็กยาวอีกจำนวนมาก (4) การจับกุมมือยิงเอ็ม 79 และผู้เบิกจ่ายอาวุธกระสุนเอ็ม 49 ในเครือข่ายเสธ.แดง ที่หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่อุบลราชธานี(5) การจับกุมช่างรองเท้าที่โทรศัพท์ไปขู่จะระเบิดโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งทำความแค้นเคืองให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ตัวละครที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ล้วนแต่เป็นคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมการชุมนุมที่ราชประสงค์และราชดำเนิน ด้วยเหตุนี้ จึงยืนยันได้ว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าได้เกิดแล้วหรืออยู่ในขั้นเตรียมการล้วนเป็นฝีมือของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งที่นิยมใช้ความรุนแรงและพัฒนาตนเองเป็นกองกำลังเถื่อน

การสกัดกั้นกลุ่มบุคคลในกลุ่ม 14 จะโดยตั้งใจหรือบังเอิญก็ตาม เท่ากับสามารถป้องกันความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่บริสุทธิ์ได้หลายสิบคน รวมทั้งชีวิตของผู้นำประเทศด้วย

และเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ระหว่างการชุมนุมที่ราชดำเนินและราชประสงค์นั้น มีชายชุดดำพร้อมอาวุธครบมือแฝงตัวเข้ามายิงทหาร และต่อสู้ ขัดขวางการปฏิบัติงานของทหารจริง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากแหล่งข่าวอื่นในกลุ่มเสื้อแดงที่แปรพักตร์ก่อนนี้แล้ว

คดีที่น่าสนใจมากที่สุด คือ การส่งชายฉกรรจ์มากกว่า 1 กลุ่ม อย่างน้อย 39 คน ตามที่เปิดเผยมาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตการ์ดเสื้อแดงไปฝึกอาวุธระเบิดที่เขมร ค่าใช้จ่ายต่อหัวในการฝึกอบรมไม่ใช่น้อยๆ หากคำนวณค่าใช้จ่ายต่อหัวของผู้รับการอบรม ซึ่งไปอยู่เขมร 5 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนไม่น่าจะน้อยกว่า 5 หมื่นบาทต่อหัว และคาดว่าสปอนเซอร์ต้องจ่ายโครงการนี้เป็นเงินหลายสิบหรือร้อยล้านบาท

เป็นที่เข้าใจได้จากการที่โฆษกรัฐบาลเขมรต้องออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการ เพราะการยอมรับก็เท่ากับเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี การฝึกในค่ายทหาร มีทหารเขมรเป็นคนฝึกให้ ทหารเขมรสาธิตการยิงด้วยกระสุนจริง การประกอบระเบิดและระเบิดจริง คงไม่มีใครเชื่อหากรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาบอกว่าไม่รู้เรื่อง คาดว่าคงมีการตกลงเป็นการภายในระหว่างผู้บงการในไทยกับทหารใหญ่เขมร คำถามคือ รัฐมนตรีกลาโหมเขมรสนิทกับนายทหารไทยคนไหนมากที่สุด

ประชาชนไทยจะต้องเผชิญกับระเบิดและอาวุธสงครามต่อไป เพราะแกนนำระดับสูงเคยพูดว่า “การปฏิวัติประชาชนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ความรุนแรง” คนคนนี้แหละที่น่าจะมีส่วนรู้เห็นในการจัดส่งสมาชิกเสื้อแดงไปฝึกอาวุธในเขมร

คนไทย โดยเฉพาะคน กทม. คาดหวังได้เลยว่า ต่อไปนี้พวกเขาจะเผชิญกับความรุนแรงในรูปของการซุ่มยิง การลอบสังหาร การวางระเบิด ก่อวินาศกรรม สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนทั่วไป รวมทั้งความพยายามในการลอบสังหารบุคคลสำคัญที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อให้โลกเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้

ดังนั้น ฝ่ายความมั่นคงต้องหาตัวผู้อบรมรุ่นนี้อีก 23 คน จากจำนวน 39 คน (ถูกควบคุมตัวแล้ว 12 คน ส่วน 4 คนนั้นถูกคัดเลือกให้เป็นมือปืนประจำตัวแกนนำในเขมร) และรุ่นอื่นอีก61 คนว่ากระจายหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เพราะคนเหล่านี้ถือว่าเป็น “บุคคลอันตราย” ต่อผู้นำและต่อประเทศชาติ

จากประสบการณ์ด้านการข่าวกรอง ข้อมูลที่ได้จากการซักถามที่ผู้ถูกซักถามให้ความร่วมมือด้วยดี วงการข่าวกรองถือว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีความจริงมากที่สุด หรือประเมินค่าแหล่งข่าวและข่าวสารในระดับเอ1 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเป็น “ของจริง” หรือเป็นการ “จัดฉาก”

ตามที่ฝ่ายค้านบางคนกล่าวหา ถ้าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นของจริง ก็เป็นการพิสูจน์อีกครั้งว่า ภายในพรรคฝ่ายค้าน แนวร่วม และกองกำลัง ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่นิยมใช้ความรุนแรง และคนพวกนี้จะไม่หยุดแม้ว่าจะพลาดในครั้งนี้ก็ตาม

ดังนั้น สังคมไทยต้องร่วมกันต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ เมืองไทยวันนี้จึงเป็นสังคมที่ “กลุ่มคนที่รักสันติ” กำลังต่อต้านกับ “กลุ่มคนที่นิยมใช้ความรุนแรง” โดยไม่เลือกสี เพราะคนเสื้อสีแดงส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่นิยมสันติมากกว่าความรุนแรง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ