
คลังรีดภาษีสิ่งแวดล้อม รัฐได้เงิน....เอกชนเจอตอ
เรียกเสียงฮือฮาแบบ “ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย” เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12ต.ค. เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ....
เรียกเสียงฮือฮาแบบ “ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย” เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12ต.ค. เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ....
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เรียกเสียงฮือฮาแบบ “ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย” เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12ต.ค. เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ....
โดยเป็นกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ทำความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดมลพิษ จนกระทบต่อประชาชนและธรรมชาติ ต้องจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ประเมินว่า การจัดเก็บภาษีเพื่อให้ได้เม็ดเงินเท่าๆ กับราย จ่ายค่ารักษาพยาบาลอันเกิดจากการสร้างมลพิษ มูลค่าประมาณ 300 บาทต่อหัวประชากร หรือตกแล้ว 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี
หลังจาก พ.ร.บ.นี้ผ่านสภา จะต้องไปออกกฎหมายลูกเป็น พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดอัตราภาษีทั้งมลพิษทางน้ำ บก และอากาศ มารองรับอีกครั้ง
งานนี้ถือเป็นกฎหมายที่ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการจัดเก็บภาษีประเภทนี้ในสัดส่วนตั้งแต่ 16% ของรายได้รวมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เก็บสูงถึง 11%
ส่วนไทยตั้งเป้าเริ่มต้นที่ 1% ของรายได้ภาษีโดยรวมก่อน หรือคิดเป็น 0.4% ของจีดีพี
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงสาธารณสุขไปพิจารณาต่อ
ทั้งนี้ ตามร่างกฎหมายมีการกำหนดอัตราภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ไว้เป็นเพดาน ประกอบด้วย 1.ภาษีมลพิษทางน้ำ ปีละ 1 หมื่นบาทต่อตันของปริมาณมลพิษ
2.ภาษีมลพิษทางอากาศ ปีละ 2,500 บาทต่อตันของปริมาณมลพิษ
3.ภาษีนักท่องเที่ยว 15% ของราคาค่าโดยสาร หรือ 1,000 บาทต่อคน
4.ภาษีผลิตภัณฑ์หรือค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ 15% ของราคาผลิตภัณฑ์ หรือ 1 หมื่นบาทต่อหน่วยผลิตภัณฑ์
5.ภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ 15% ของราคาหรือ 1 หมื่นบาทต่อหน่วยของปริมาณมลพิษ
กระทรวงการคลัง ให้หลักการในร่าง พ.ร.บ.นี้ว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เป็นภาระต้นทุนของประเทศอย่างมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ
การนำมาตรการการคลังนอกเหนือจากที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมาใช้เป็นมาตรการเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมสามารถนำมาตรการการคลัง เช่น มาตรการทางภาษีค่าธรรมเนียม มาใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถนำรายได้ที่จัดเก็บได้จากการใช้มาตรการการคลังดังกล่าว กลับคืนมาจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
รายได้ภาษีและค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้ตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน พร้อมมีกองทุนภาษีและค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อมขึ้น ในกระทรวงการคลัง โดยให้กองทุนมีอำนาจทำกิจกรรมต่างๆ ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนฯ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ สามารถเรียกเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษมาให้ถ้อยคำหรือแจ้งข้อเท็จจริง และอำนาจในการเข้าไปในอาคาร สถานที่ เขตที่ตั้งแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อตรวจสอบสภาพของแหล่งกำเนิดมลพิษ เป็นต้น
ผู้ประกอบการเอง หากไม่เห็นด้วยหลังถูกประเมินภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีผลิตภัณฑ์และค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ถ้ามีภาษีค้างก็สามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษี หรือค่าธรรมเนียมมาขายทอดตลาด และนำเงินมาชำระภาษีที่ค้างอยู่
ฃณะที่อัตราภาษีและค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บ ประกอบด้วย ภาษีมลพิษทางน้ำ ปีละ 1 หมื่นบาท ต่อตันของปริมาณมลพิษ
ภาษีมลพิษทางอากาศ ปีละ 2,500 บาทต่อตันของปริมาณมลพิษ
ภาษีนักท่องเที่ยว ร้อยละ 15 ของราคาค่าโดยสาร หรือ 1,000 บาทต่อคน
ภาษีผลิตภัณฑ์หรือค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ร้อยละ 15 ของราคา หรือ 1 หมื่นบาทต่อหน่วยผลิตภัณฑ์
ภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ร้อยละ 15 ของราคาหรือ 1 หมื่นบาทต่อหน่วยของปริมาณมลพิษ
ด้านความเห็นของคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เห็นชอบหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
โดยเห็นว่าหากดำเนินการตามหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” อย่างแท้จริง จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
โดย กกร.ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ผู้แทนสภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารรไทย รวมทั้งผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่า ภายใน12 เดือน จะตั้งอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม เอกชนเห็นว่า การจัดสรรภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่จัดเก็บได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมด้านใดจากท้องถิ่นใด จะต้องนำไปใช้เพื่อการบำรุงรักษาสภาพแวดล้อมด้านนั้น ภายในชุมชน ท้องถิ่นที่จัดเก็บ เพื่อเป็นการรักษาเยียวยาให้ตรงจุด โดยรัฐต้องจัดสรรงบประมาณส่วนกลางมาสนับสนุนอย่างเพียงพอในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น
พร้อมขอให้ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ เช่น การกำหนดขอบเขตและอัตราค่าธรรมเนียม การ บริหารจัดการเงินภาษี
อัตราภาษีและค่าธรรมเนียมที่กำหนดจะต้องเป็นอัตราที่ไม่สูงเกินไป จนมีผลกระทบต่อต้นทุน การผลิตสินค้า อันจะลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ของผู้ประกอบการ อีกทั้ง ทำให้สินค้านำเข้ามีความได้เปรียบเพราะไม่ได้มีภาระค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมตามอย่างร่างกฎหมายฉบับนี้
เรียกได้ว่างานนี้รัฐบาลได้เงิน แต่เอกชนเจอตออย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมั่นใจว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่กระทบต่อการดำเนินการของกฎหมายอื่นๆ ซึ่งอยู่ในการดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม และได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านแล้ว







