
มายาค่าเงิน
....สุมิท แช่มประสิทธิ์
และแล้วประโยคอมตะที่ว่า
“เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาซิ (โว้ย) ของจริง” ของ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ก็พิสูจน์ความจริงอีกครั้งหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่นับไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์ เพราะมายาของเงินทองที่เรียกว่าอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Exchange) ได้หมุนเวียนกลับมาหลอกหลอนชาวโลกและชาวไทยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วง 23 เดือนมานี้ มีผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนออกมาให้ความเห็นทั้งเชิงเสนอแนะ เรียกร้องตักเตือน ทั้งตำหนิว่ากล่าวกันไปมาเกือบทุกวัน ในมุมมองที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะมีความเหมือนกัน คือการชี้นิ้วไปที่คนอื่นให้แก้ไขรับผิดชอบดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
แบงก์ชาติแม้จะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ก็อดโยนกลับไปว่าผู้ประกอบการก็ควรปรับตัวหาตลาดใหม่ที่ไม่ได้รับผลกระทบมาจากค่าเงิน สรุปก็คือพวกท่านทุกคน ทุกหมู่เหล่าล้วนเป็นผู้มีคุณนะทำ (แผลงมาจากคุณธรรม) สูงด้วยกันทั้งนั้น คือการชี้นิ้วไปที่คนอื่นให้รับปัญหาไปทำ แต่อย่าลืมว่าการใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่ผู้อื่น จะมีนิ้วนางนิ้วกลางนิ้วก้อยถึง 3 นิ้ว ที่ชี้กลับมาที่ตนเอง หมายความว่าต้องร่วมรับผิดชอบเสมอ
ก่อนอื่นก็คงต้องชื่นชมความสามารถในการทำการค้าของพ่อค้า ผู้ส่งออก นักธุรกิจ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ที่สามารถทำให้เกิดเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามากกว่าไหลออก ซึ่งเรียกว่าการเกินดุลการค้าจำนวนมาก ต้องชื่นชมธนาคารแห่งประเทศไทยที่เข้มงวดมีวินัยในการควบคุมการพิมพ์ธนบัตรไม่ให้มีมากจนค่าเงินลดลง และยังควบคุมค่าเงินเฟ้อไม่ให้สูงจนทำให้ค่าเงินบาทเสื่อมถอย แต่ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีกับการออกพันธบัตรรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จสูง
ตอนแรกบอกว่าขายให้เฉพาะคนไทย แต่กลับปล่อยให้เกิดช่องว่างให้ต่างชาติขนเงินดอลลาร์มาลงทุนในพันธบัตรได้ แถมยังสามารถสร้างภาพให้ตลาดหุ้นน่าสนใจจนเกิดการไหลเข้าของเงินทุนอย่างรุนแรงทั้งสองรายการที่กล่าวมาถึงกว่า 1.24 แสนล้านบาท ในช่วง ก.ค.ก.ย. ปีนี้ และกระแสการไหลเข้าก็ยังเป็นอยู่อย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน เพราะหวังจะมีกำไรสองเด้งจากผลตอบแทนในการลงทุนและจากค่าเงินที่คาดว่าจะแข็งค่าต่อไปอีก
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป กระทรวงการคลัง กับ ธปท. คงยากจะปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกันปล่อยให้ค่าเงินแข็งโดยไม่แก้ไข เพราะแม้ออกมาตรการมาแล้ว 5 ข้อ บวกกับนโยบายเพิ่มเติมจากมติ ครม. เมื่อวันอังคารที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นยาที่อ่อนเกินไป แก้ปัญหาไม่ได้ผล เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบลูบหน้าปะจมูกจนหลายฝ่ายภาวนาอย่าให้มีความกดดันจนมีรายการคิดสั้น คิดหายาแรงในทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Shock Therapy)
เช่น การออกมาตรการสกัดเงินนอกแบบมาตรการ 19 ธ.ค. 2550 ที่สร้างฝันร้ายให้กับตลาดหุ้นมาแล้ว อันที่จริงจะยาอ่อนหรือยาแรงก็เป็นการแก้ที่อาการ ไม่ใช่ที่ต้นเหตุ บางครั้งก็จำเป็น แต่ผู้จ่ายยาจะต้องจ่ายให้เป็นทั้งขนาดและเวลา อย่าให้มีปัญหาในทางปฏิบัติที่ติดกฎระเบียบกติกามากมาย จนปฏิบัติไม่ได้จริงเหมือนหลายมาตรการช่วยเหลือในอดีตที่ดูดี แต่ทำไม่ได้ คนเดือดร้อนหยิบมือเดียวที่ได้ประโยชน์
มายากลของค่าเงินไม่ได้สร้างความโกลาหลเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นไปทั่วโลก เงินตราในอดีตเป็นแค่ตัวกลางเพื่อให้เกิดความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้าและอาหารระหว่างกัน แต่เพราะความโลภบวกกับสติปัญญาของมนุษย์ที่เห็นโอกาสในการทำกำไรได้รวดเร็วโดยไม่ต้องมีสินค้าจริง ทำให้เงินตรากลายเป็นผลิตภัณฑ์ ทั้งผลิตภัณฑ์หลักและผลิตภัณฑ์รองรูปแบบต่างๆ มากมายมาซื้อขายกัน
บางครั้งก็นำมาเป็นอาวุธเป็นเครื่องมือในการทำสงครามการค้า ในหลายรูปแบบประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนถูกหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาตั้งข้อหาว่าทำค่าเงินให้อ่อนกว่าความเป็นจริงเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการส่งออกสินค้า จนถึงขนาดที่อเมริกากำลังออกกฎเพื่อชดเชยค่าเงิน (Currency Remedy Rule) เพื่อบังคับเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพราะค่าเงินไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จีนเองนอกจากจะบิดเบือนค่าเงิน (ตามที่ถูกกล่าวหา) ก็ยังนำเงินที่มีอยู่กว่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากการเกินดุลการค้าต่อเนื่องยาวนานไประดมลงทุนซื้อแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำมัน แร่ธาตุ และลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าเร็วเกินไป
นี่ยังไม่นับรวมนโยบายของยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างกลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งต่างก็ต้องออกมาตรการมารองรับความผันผวนของค่าเงินของตนเอง แล้วประเทศไทยซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเพียง 0.45% ของโลกโดยรวมจะยืนโต้คลื่นความผันผวนนี้อย่างไร
สังคมไทยแม้จะเคยเดือดร้อนแสนสาหัสจากวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่หนักกว่าเรามากนัก เช่น ประเทศซิมบับเว ปี ค.ศ. 20072009 แค่ 2 ปี ค่าเงินของประเทศหายไปถึงกว่า 200 ล้านเท่า จากอัตรา 4,800 เหรียญซิมบับเว ที่แลกได้ 1 เหรียญสหรัฐ กลายเป็น 1 ล้านล้านเหรียญซิมบับเว ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ถ้าก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาท หรือ 1 เหรียญสหรัฐ เขาต้องหอบเงิน 1 ล้านล้านเหรียญ (1,000,000,000,000 เหรียญ) เพื่อซื้อก๋วยเตี๋ยวชามเดียว เห็นหรือยังว่าเงินทองเป็นของมายาจริงๆ!!
ปัญหาปัจจุบันจึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัย หรือแม้วิกฤตต้มยำกุ้งก็อาจเป็นแค่การเผาหลอกสังคมไทยยังไม่สามารถสร้างยุทธศาสตร์ที่ดีและเตรียมตัวให้พร้อมอย่างเหมาะสม ยังคงแก้ปัญหาปลายเหตุด้วยวิธีคิดเชิงเดี่ยว เช่น เรียกร้องให้แบงก์ชาติเข้าแทรกแซงค่าเงิน มายาค่าเงินก็คงจะกลับมาหลอกหลอนตลอดไป
ตั้งแต่มีปัญหาจึงยังไม่เห็นผู้รับผิดชอบใดๆ แสดงสภาวะผู้นำที่ชักชวนให้แก้ปัญหาระยะยาวในเชิงป้องกัน (Preventive long term problem solving) ร่วมกัน จนอยากจะตั้งคำถามว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าอีก 10 บาท เป็น 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ประเทศจะอยู่อย่างไร? หลายคนบอกเป็นไปไม่ได้ อย่ามองโลกในแง่ร้ายเหมือนกับที่ผมเคยคิดเมื่อค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จากต้นปี 1985 ที่อัตรา 254 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ต้นปี 1989 อยู่ที่ 127 เยนต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นเกินครึ่งแล้ว ยังมี Professor ท่านหนึ่งมาบอกว่าค่าเงินเยนจะแข็งค่าจนต่ำกว่า 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ภายในไม่ถึง 10 ปี แล้วปี 1995 เราก็เห็นค่าเยนที่ 83 เยนต่อเหรียญสหรัฐ อย่าลืมว่าก่อนวิกฤตปี 2540 อัตราแลกเปลี่ยนก็อยู่แถวๆ 2526 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ฉะนั้น ไม่ต้องแข็งค่าขึ้น 10 บาทหรอก เอาแค่แข็งค่ากลับไปที่เดิมเป็น 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มีใครกล้าฟันธงว่าเป็นไปไม่ได้อีกไหม? แล้วจะทำอย่างไรดี?
จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายต้องร่วมกันเตรียมตัวตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ขณะที่ประเทศยังเข้มแข็งจากเงินสำรองถึงกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แล้วตั้งสมมติฐานถึงสถานการณ์ในภาพจำลองหรือฉากทัศน์ (Scenario) ที่ค่าเงินแข็งขึ้น 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ภายใน 35 ปี แล้วเอาโจทย์ส่วนต่าง 5 บาทต่อเหรียญเป็นตัวตั้ง ที่ต้องช่วยกันทำให้ได้ภายใน 3 ปี และยังนับเป็นโอกาสอันดีของนักการเมืองที่บริหารประเทศ รวมถึงข้าราชการและนักธุรกิจที่ต่างเคยพูดว่าจะน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการบริหาร จะได้พิสูจน์ว่าทำได้จริงเพียงใด ด้านการส่งออกถ้าจะให้แข่งขันได้ก็ต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเร่งด่วน ทั้งรัฐบาล นักวิชาการ นักธุรกิจ ธนาคาร ตลอดจนแรงงาน เช่น รัฐบาลวิจัยและลงทุนเกี่ยวกับกระบวนการผลิต วัตถุดิบ ระบบโลจิสติกส์ หรือแม้แต่การย้ายฐานผลิตบางส่วนไปประเทศเพื่อนบ้าน นักธุรกิจลงทุนเทคโนโลยีและเครื่องจักรการผลิตโดยการสนับสนุนของสถาบันการเงินทั้งอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาจ่ายคืน แล้วคำนวณกลับว่าต้นทุนลดลงได้มากกว่า 5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ที่หายไปจากค่าเงินหรือยัง ไปจนถึงเป้า ซึ่งคงไม่ยากกว่าที่ญี่ปุ่นเคยทำได้มาแล้ว แต่ต้องคิดร่วมกันเป็นทีม ทำร่วมกันเป็นทีมอย่างแท้จริง
เคยถามเพื่อนนักธุรกิจส่งออกเฟอร์นิเจอร์ว่า ถ้าเงินบาทแข็งค่าขนาดนั้นจะทำอย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า เจ๊งแน่ ปิดกิจการ 100% ถามใหม่ ถ้าจะให้รัฐช่วยจะขออะไรจึงจะรอด คำตอบน่าสนใจครับ
“ขอให้แก้ปัญหาให้มีแรงงานต่างด้าวใช้อย่างถูกกฎหมายโดยไม่ต้องเสียค่าหัวคิว ค่ารีดไถสารพัด ยกตัวอย่างค่าแรงมาเลเซียแพงกว่าไทย แต่ใช้แรงงานอินโดนีเซียได้สะดวกเป็นระบบ ไม่มีใต้โต๊ะแข่งขันกับไทยได้สบาย อีกข้อคือเรื่องภาษี ทั้งภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ขอให้เป็นศูนย์สำหรับวัตถุดิบที่ไม่มีในประเทศ แม้ว่าขณะนี้จะสามารถขอคืนภาษีเมื่อส่งออก แต่ในทางปฏิบัติต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งตรงๆ และใต้ดินในขั้นตอนพิสูจน์สูตรการผลิต และตอนนำเข้าต้องจ่ายใต้โต๊ะตลอดเวลาเพื่อให้ยอมรับราคานำเข้า แค่นี้ก็พอไหว”นี่แค่ตัวอย่างเดียว ฉะนั้นภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรรับฟังความให้รอบด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน (Multi Stake Holders) เพื่อร่วมกันหาคำตอบที่สามารถตอบโจทย์ตรงกับขนาดของปัญหาที่เป็นไปได้ร่วมกัน ซึ่งหากปัญหาไม่เกิดหรือเกิดน้อยกว่าที่คาดไว้ก็มีแต่ได้ ไม่มีเสีย เข้าทำนองมีแต่เจี๊ยะกับเจ๊า ไม่มีเจ๊ง







