posttoday
เศรษฐกิจโลกฟุบ ไฉนตลาดทุนกลับคึกคัก!

เศรษฐกิจโลกฟุบ ไฉนตลาดทุนกลับคึกคัก!

14 ตุลาคม 2553

ปรากฏการณ์น่าพิศวงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือ แทนที่ตลาดทุนจะทรุดตัวลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจ กลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม

ปรากฏการณ์น่าพิศวงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือ แทนที่ตลาดทุนจะทรุดตัวลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจ กลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

เศรษฐกิจโลกฟุบ ไฉนตลาดทุนกลับคึกคัก!

ปรากฏการณ์น่าพิศวงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้คือ แทนที่ตลาดทุนจะทรุดตัวลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจ กลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม

ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น และตลาดโภคภัณฑ์ ล้วนแต่คึกคักไม่สอดรับกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ไร้วี่แววฟื้นคืนในเร็ววัน อีกทั้งยังเผชิญกับปัจจัยลบขั้นอุกฤษฏ์

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขว่างงานเฉียด 10% ในสหรัฐ หนี้สาธารณะในยุโรปที่สูงถึงอัตราเลข 2 หลัก และถึง 3 หลักในบางประเทศ (เฉพาะอิตาลีคาดว่าอัตราหนี้จะสูงถึง 118% ในปีหน้า) ส่วนอัตราหนี้เสียของยุโรปอาจสูงถึง 61.3% ในปีหน้า

แต่แล้วตลาดหุ้นในสหรัฐกลับมีภาวะซื้อขายที่หวือหวาอย่างเหลือเชื่อ เฉพาะเดือน ต.ค. ปรับขึ้นมาแล้ว 1.7% และนับตั้งแต่เดือน ก.ย. จนถึงปัจจุบันบวกขึ้นมาถึง 10%

แม้แต่ตลาดหุ้นในยุโรปยังมีปฏิกิริยาที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับวิกฤตหนี้ ล่าสุด ดัชนี DAX ของเยอรมนี เด้งขึ้นมาทะลุระดับ 6,405.30 เมื่อวันที่ 13 ต.ค. นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ก่อนที่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส จะล้มละลาย จนนำไปสู่วิกฤตการเงินทั่วโลก

ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นเช่นนี้ยังเป็นปริศนามากกว่าความเคลื่อนไหวของตลาดโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะตลาดทองคำที่ทำลายสถิติอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน ก.ย. และ ต.ค. อีกทั้งกูรูทั้งหลายยังคาดการณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาทองคำอาจทะลุ 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก่อนสิ้นปีนี้ จากระดับราคาที่ 1,360 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

ส่วนราคาน้ำมัน หลังจากที่นิ่งมานาน เนื่องจากความซบเซายืดเยื้อของมหาอำนาจเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของโลก ล่าสุดสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ปรับคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในปีนี้ ซึ่งจะอยู่ที่ 86.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากคาดการณ์เดิมที่ 86.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ราคาน้ำในขณะนี้ค่อยเคลื่อนที่มาอยู่ที่ 82 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อเดือนที่แล้ว แต่หากความต้องการของตลาดแข็งแกร่งดังคาดการณ์ของ IEA ราคาน้ำมันก็มีโอกาสที่จะถีบตัวสูงขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม มูลเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทำลายสถิติเป็นประวัติการณ์มีอยู่ 2 กรณี

กล่าวคือ ความต้องการของตลาดตามความคึกคักของเศรษฐกิจโลก ซึ่งพิจารณาจากบรรยากาศในขณะนี้จะเห็นว่า ปัจจัยนี้มิใช่สาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ คึกคัก

เพราะสาเหตุที่แท้จริงเป็นปัจจัยที่ 2 คือ ทิศทางที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนหันเข้าหาแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง นั่นคือตลาดโภคภัณฑ์ ซึ่งมีสินค้าตัวหลักๆ คือ ทองคำและน้ำมัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่นักวิเคราะห์บางรายจะเห็นว่า หากเศรษฐกิจโลกยังก้ำกึ่งระหว่างเป็นหรือตายเช่นนี้ต่อไป สินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้จะยิ่งทำราคา ส่วนน้ำมันจะพยายามฝ่าแรงต้านที่ระดับ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

จะเห็นได้ว่าความคึกคักของตลาดโภคภัณฑ์มีมูลเหตุที่ชัดเจน นั่นคือความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง แต่ความคึกคักของตลาดหุ้น ซึ่งมีความอ่อนไหวกับตัวเลขเศรษฐกิจด้านลบอยู่ไม่น้อย กลับลอยลมตามไปด้วย ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุหลักๆ 2 ประการเช่นกัน

ประการแรกเกิดขึ้นจากกระแสที่ปั่นขึ้น หรือ “ปัจจัยเทียม” เพราะการที่หุ้นกระโดดขึ้นโดยที่พื้นที่ฐานเศรษฐกิจอ่อนยวบ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุผลอย่างที่สุด

กระแสปั่นที่เกิดขึ้นมิได้มาจากความตั้งใจที่จะเก็งกำไรอย่างตรงไปตรงมา แต่เกิดจากการที่นักลงทุนบางส่วนท้อใจกับความผันผวนและความร้อนแรงของตลาดโภคภัณฑ์ อีกทั้งยังผิดหวังกับผลตอบแทนในการลงทุนพันธบัตร โดยเฉพาะความเสื่อมถอยของพันธบัตรยุโรป

อีกประการ นับเป็นปัจจัยที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ปัจจัยที่ว่านี้คือ ความหวัง

ความหวังแม้จะเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมที่สุด แต่สามารถผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมที่สุดเช่นกัน

เห็นได้ชัดว่า ดัชนีดาวโจนส์ ปรับบวกขึ้นมาถึง 15.59 จุด หรือ 6% ในทันที หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) แย้มท่าทีที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อพยุงแนวโน้มการฟื้นตัวที่มีแนวโน้มไม่สู้ดีมาพักใหญ่

ไม่เพียงตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้น แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกยังพลอยขานรับด้วยความยินดียิ่ง แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของความหวังท่ามกลางความมืดมนของเศรษฐกิจโลก

ปรากฏการณ์นี้มิได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่เอี่ยม แต่เกิดขึ้นเป็นระยะนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือปรากฏการณ์ความคึกคักในตลาดหุ้นสหรัฐระหว่างเดือน ก.ย.พ.ย. ปีที่แล้ว

ปรากฏว่าดัชนีดาวโจนส์บวกขึ้นมาถึง 20% ในช่วงเดือน ก.ย. และ ต.ค. ถึงขั้นที่ดัชนีดาวโจนส์สามารถกลบความสูญเสียยืดเยื้อตั้งแต่ครั้งตลาดทรุดหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 ได้

ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งปรับลดตัวเลขคาดการณ์สำหรับเศรษฐกิจในปีนี้

แต่ด้วยเหตุที่ขณะนี้ นักลงทุนเกาะกระแสความคาดหวังอย่างล้นเปี่ยมว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถผ่านพ้นภาวะถดถอยได้อย่างเต็มตัว และฟื้นคืนชีพอย่างเต็มที่ภายในไตรมาสแรก หรืออย่างช้าที่สุดภายในช่วงปักษ์แรกของปีนี้ ตลาดหุ้นจึงร้อนแรงขึ้นมาได้ แม้ IMF จะไม่เห็นตรงกันข้ามในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจโลกก็ตาม

นี่คือพลังของความหวังที่สามารถผลักดันความเคลื่อนไหวให้นำไปสู่ทิศทางที่ตรงกันข้ามกับ “ความจริง” ได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงไว้ก็คือ การสลับเป้าหมายการลงทุน และความหวังของนักลงทุน แม้จะทรงพลังถึงขั้นที่ปรับหางเสือของตลาดทุนให้เข้าสู่แดนบวก แต่ก็มีความผันผวนรุนแรงถึงขั้นถ่วงจนตลาดล่มมาแล้วนักต่อนัก

ความคึกคักในตลาดทุนท่ามกลางบรรยากาศซึมเซาของเศรษฐกิจโลก จึงเป็นทั้งภาพ “มายา” และ “ของจริง” ที่ต้องระมัดระวังความเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาฉับพลันอย่างทุกเสี้ยววินาที

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ