
วิบากกรรมทุนนอกทะลัก ถึงคราเอเซียสวนกลับ
เมื่อเดือน พ.ค. ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เตือนให้นานาประเทศในเอเชียพิจารณาใช้มาตรการควบคุมทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม หลังจากที่เอเชียกลายเป็นเป้าหมายของกระแสทุนไหลบ่าจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อหวังเกาะกระแสความคึกคักในภูมิภาคนี้ ขณะที่เอเชียเองก็ยินดีที่มีเงินทุนมหาศาลเข้ามาช่วยเกื้อหนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เมื่อเดือน พ.ค. ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เตือนให้นานาประเทศในเอเชียพิจารณาใช้มาตรการควบคุมทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม หลังจากที่เอเชียกลายเป็นเป้าหมายของกระแสทุนไหลบ่าจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อหวังเกาะกระแสความคึกคักในภูมิภาคนี้ ขณะที่เอเชียเองก็ยินดีที่มีเงินทุนมหาศาลเข้ามาช่วยเกื้อหนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
...ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อเดือน พ.ค. ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB เตือนให้นานาประเทศในเอเชียพิจารณาใช้มาตรการควบคุมทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสม หลังจากที่เอเชียกลายเป็นเป้าหมายของกระแสทุนไหลบ่าจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อหวังเกาะกระแสความคึกคักในภูมิภาคนี้ ขณะที่เอเชียเองก็ยินดีที่มีเงินทุนมหาศาลเข้ามาช่วยเกื้อหนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ทว่า ท่ามกลางความคึกคักและความตื่นเต้น ADB มองเห็นภัยคุกคามที่รอเอเชียอยู่เบื้องหน้า
บี เอ็น โลฮานี รองประธาน ADB เคยปรามเอเชียไว้ว่า “การหวนคืนกลับมาของเงินทุนถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ความเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันในระดับกว้างของทุนอาจยังผลให้เสถียรภาพของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตกอยู่ในความเสี่ยง”
ความเสี่ยงที่ว่านี้ จะกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งล้วนแต่เป็น “จุดอ่อน” ที่เคยตกเป็นเป้าโจมตีของทุนต่างชาติเมื่อครั้งวิกฤตการเงินปี 2540
แม้กระทั่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีให้นานาประเทศเปิดประเทศรับกระแสทุนจากภายนอกเพื่อเกื้อหนุนการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทั่วโลก ยังยอมรับถึงความจำเป็นในการควบคุมทุน เพื่อป้องกันประเทศจากความผันผวนรุนแรงของค่าเงิน และการถอนทุนกลับอย่างฉับพลันตามกระแสเก็งกำไร
รายงานการศึกษาของ IMF ที่เปิดเผยเมื่อเดือน เม.ย. ระบุอย่างชัดเจนว่า “การจำกัดความไร้เสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคและภาคการเงิน คือหนึ่งในวัตถุประสงค์ร่วมกันในวงกว้าง ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เช่น การควบคุมทุน และมาตรการเชิงป้องกันด้านอื่นๆ อาจมีบทบาทในการบรรลุวัตถุประสงค์นี้”
แต่แล้วแม้จะมีเสียงเตือนจากองค์กรการเงินระดับโลกมาแต่เนิ่นๆ หลายประเทศในเอเชียยังละล้าละลังที่จะใช้มาตรการควบคุมทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ครานั้น ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ คือ
ประการแรก คือ ความกังวลถึงแนวโน้มการฟื้นตัว ทำให้ต้องการหลักประกันเพื่อเกื้อหนุนความกังวลนี้ หลักประกันที่ว่านี้ไม่อาจพึ่งพาการใช้จ่ายของภาครัฐได้อีกต่อไปในช่วงเวลาที่การก่อหนี้สาธารณะกำลังกลายเป็นที่ชวนให้หวาดผวา ทางเลือกที่เหลืออยู่ คือเปิดทางให้เงินทุนไหลเข้าอย่างไร้ข้อจำกัด
ประการที่สอง คือ ความกังวลว่า หากใช้มาตรการควบคุมทุนอย่างทันทีทันใดในช่วงเวลาทองเช่นนี้ นักลงทุนต่างชาติอาจตอบโต้อย่างเจ็บปวดด้วยการถอนทุนอย่างทันทีทันใด
ไทยเองเคยมีบทเรียนกับผลลัพธ์นี้มาแล้ว หลังจากที่ช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวแพร่งพรายออกมาว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมใช้มาตรการควบคุมทุน ผลปรากฏว่า ตลาดหุ้นปรับลดลงในทันที
ขณะเดียวกัน มีบางประเทศที่เล็งเห็นถึงภยันตรายใหญ่หลวงของการปล่อยให้ทุนเคลื่อนไหวเข้าออกประเทศอย่างเสรีเกินไป โดยหนึ่งในนั้นคือ อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศส่วนน้อยที่มิได้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่จีนใช้มาตรการควบคุมในระยะยาว ด้วยเงื่อนไขของปัญหาที่แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของเอเชีย
แต่ความจำเป็นหลักๆ ที่ต้องบีบช่องทางชะลอทุนนอก ซึ่งทุกประเทศมีร่วมกัน คือ
หนึ่ง เพื่อใช้เป็นมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ
สอง เพื่อลดอิทธิพลของต่างชาติเหนือเศรษฐกิจภายใน หรือนัยหนึ่งเพื่อเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลในการควบคุมกลไกเศรษฐกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรับประกันความเสี่ยง ในกรณีที่กระแสทุนสะดุดลงกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ของเอเชียยังเลินเล่อ แม้ภาพที่กำลังเกิดขึ้นคลับคล้ายคลับคลากับฝันร้ายของวิกฤตเมื่อ 13 ปีที่แล้ว
ในระยะเวลา 7 เดือนนับตั้งแต่คำเตือนจากรายงานของ IMF และ 6 เดือนจากคำเตือนของ ADB เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในระบบการเงินของเอเชีย สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ กระแสทุนไหลบ่าที่ยังไม่ซาลง พร้อมๆ กับที่สกุลเงินของเอเชียเริ่มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบภาคส่งออกเป็นรายแรก
ไม่เพียงเท่านั้น สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ยังคาดการณ์ว่า ในปีนี้ทุนเอกชนจะไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ถึง 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่สัดส่วนส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียที่ 5.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และละตินอเมริกา สูงถึง 8.96 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จึงไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกต่อไปสำหรับประชาชาติในเอเชีย เพียงแต่เอเชียจะใช้วิธีการใดที่ชะลอความร้อนแรงนี้ โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่น หรือตกฝ่ายที่ถูกนักลงทุนตอบโต้จนบอบช้ำ หรือเศรษฐกิจของตนเสื่อมถอยลงเนื่องจากใช้มาตรการที่เข้มงวดจนเกินไป
ตัวอย่างของประเทศที่ใช้มาตรการคุมทุนในเชิงสร้างสรรค์ คือ อินเดีย และอินโดนีเซีย
อินเดีย เริ่มตั้งปราการสกัดทุนนอกตั้งแต่เดือน มิ.ย. ด้วยการจำกัดการขายพันธบัตรระยะสั้นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
ในเดือนเดียวกัน อินโดนีเซียใช้วิธีจำกัดการซื้อขายพันธบัตรระยะสั้นเช่นกัน เพื่อเบี่ยงให้นักลงทุนเข้าหาพันธบัตรระยะยาวที่มีอายุ 912 เดือนขึ้นไป เพื่อป้องกันการถอนตัวอย่างฉับพลันของทุนนอก
ก่อนหน้า คราวของอินโดนีเซียไม่นาน เกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการควบคุมการทำธุรกรรมอนุพันธ์เงินตราต่างประเทศ โดยที่เกาหลีใต้พยายามหลีกเลี่ยงมาตรการที่เข้มข้นเทียบเท่ากับอินเดีย หรืออินโดนีเซีย เนื่องจากเกาหลีใต้เพิ่งผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาได้ไม่นาน แต่ก็นับเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ “กล้า” ต้านทานทุนนอก
ไม่เพียงเอเชียเท่านั้น แต่ทัพหน้าของตลาดเกิดใหม่นอกภูมิภาคอย่าง บราซิล ยังใช้วิธีเรียกเก็บภาษี 4% จากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสินทรัพย์คงที่ นับเป็นครั้งที่ 2 ที่บราซิลเรียกเก็บภาษีจากนักลงทุน เพื่อชะลอการแข็งค่าของสกุลเงินเรียล ที่ขณะนี้กลายเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าเกินมาตรฐานที่สุดในโลก จากการประเมินของบริษัท โกลด์แมน แซคส์
ประเทศเหล่านี้ล้วนแต่ใช้วิธีเดียวกับประเทศชุดหลังที่เริ่มคุมทุนเช่นกัน เช่น ไทย และญี่ปุ่น แต่ผลสะท้อนกลับแตกต่างกัน เนื่องจากกาละและเทศะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะอินเดียและอินโดนีเซียชิงโอกาสควบคุมทุนก่อนที่ประเทศคู่ค้าจะกลายเป็นประเทศคู่กรณี หรือก่อนที่ประเทศตะวันตกจะจับประเด็นเล่นงานเอเชียได้ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ทั้งสองประเทศนี้ “ชาญฉลาด” พอที่จะเลี่ยงแรงกระทบจากประเทศที่จ้องจะจัดการเอเชียด้วยข้ออ้างเดิมๆ
การใช้มาตรการควบคุมทุนเพื่อชะลอการแข็งค่าเงินในขณะนี้ดูเหมือนจะสายไป เพราะฝ่ายตรงข้ามจับประเด็นนี้ก่อน และหาทางสกัดกั้น ด้วยการใช้ข้ออ้างที่ร้ายแรงยิ่ง นั่นคือ เอเชียกำลังใช้มาตรการกีดกันทางการค้า อันเป็นข้อหาที่สามารถเอาผิดได้ตามระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO)
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเลือกที่จะควบคุมผ่านตลาดพันธบัตรมากกว่าแทรกแซงอย่างซึ่งๆ หน้า ดังเช่นที่ญี่ปุ่นได้ลงมือทำ ขณะที่จีนแม้จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างออกไป แต่ได้ตกเป็นเหยื่อของการเผชิญในสมรภูมิค่าเงินไปด้วย
สิ่งที่จะติดตามมากับกระแสควบคุมทุนในเอเชีย ย่อมเป็นการตอบโต้จากนักลงทุนในระดับที่รุนแรงต่างกันออกไป ตามดีกรีความเข้มข้นของมาตรการที่แต่ละประเทศนำมาใช้
แต่ที่จะละสายตาไม่ได้ คือ ปฏิกิริยาสวนกลับจากระดับรัฐบาลของบางประเทศ และบางภูมิภาคที่บัดนี้กำหนดฐานะตนเองเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเอเชีย







