posttoday
กลับมาแข่ง?

กลับมาแข่ง?

13 ตุลาคม 2553

....พิชัย นริพทะพันธ์

....พิชัย นริพทะพันธ์

จากรายงานลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปี ค.ศ. 20102011 ซึ่งจัดทำโดย World Economic Forum ปรากฏว่าสวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นอันดับ 1 อีกปีหนึ่ง แต่สหรัฐที่เคยอยู่อันดับ 2 กลับตกไปอยู่อันดับ 4 โดยถูกแทนที่โดยประเทศสวีเดน ซึ่งแซงจากอันดับ 4 มาเป็นอันดับ 2 ส่วนสิงคโปร์ยังคงรักษาตำแหน่งที่ 3 ได้อย่างมั่นคง และเป็นที่สังเกตว่าใน 10 อันดับแรกปรากฏว่าเป็นประเทศในแถบนอร์ดิกถึง 3 ประเทศ คือ สวีเดน (อันดับที่ 2) ฟินแลนด์ (อันดับที่ 7) และเดนมาร์ก (อันดับที่ 9)

สำหรับประเทศไทยนั้น นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ที่ปีนี้เราตกไปอยู่ที่อันดับ 38 โดยตกลงมา 2 ตำแหน่งจากปีที่แล้ว แต่ถ้านับตั้งแต่มีการปฏิวัติเป็นต้นมา เราตกลงมาถึง 10 อันดับ

ผลการวิเคราะห์พบว่า 5 ปัญหาสำคัญของประเทศไทย คือ ความไม่มั่นคงของรัฐบาลและการปฏิวัติ ที่แม้ทุกวันนี้ยังปรากฏข่าวลือการปฏิวัติกันอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้การที่รัฐบาลถูกเปลี่ยนบ่อย ประกอบกับไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจึงทำให้ไม่เกิดเสถียรภาพทางการเมือง

อันดับที่ 2 นโยบายที่ไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่อง มาจากการเมืองที่ไม่มั่นคงนั่นเอง

อันดับที่ 3 ความไม่มีประสิทธิภาพในระบบราชการ ซึ่งคงไม่ต้องพูดกันมาก แม้ปัจจุบันมีข่าวซื้อขายตำแหน่ง การโยกย้ายข้ามหัวเป็นว่าเล่น

อันดับที่ 4 ปัญหาการคอร์รัปชัน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะอยู่อันดับ 1 ด้วยซ้ำ ในทุกหน่วยงานของทุกกระทรวงจนเป็นเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

อันดับที่ 5 แรงงานมีการศึกษาไม่ได้คุณภาพ ซึ่งเกิดจากปัญหาระบบการศึกษา โดยทั้งห้าประการนี้ต้องถือว่าเป็นปัญหาของรัฐบาลและระบบการเมืองทั้งหมด ซึ่งคงต้องเร่งแก้ไขดำเนินการ

ทางด้านเศรษฐกิจนั้น ปรากฏว่าปัญหาหลายอย่างยังไม่ได้รับการดูแลและแก้ไขให้ถูกทาง อย่างเช่น ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งเกินไปจะทำให้ประเทศไทยที่พึ่งพากับการส่งออกเป็นหลักต้องได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างแน่นอน การที่ รมต.คลัง จะโยนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ว่าการคนใหม่เป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายเดียวไม่น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นกระทรวงการคลังจะต้องร่วมหารือกับแบงก์ชาติในการแก้ปัญหานี้ โดยระยะสั้นรัฐบาลและแบงก์ชาติควรจะเข้าแทรกแซงเพื่อให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัว ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจในการเร่งดำเนินการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ปัญหามาบตาพุด ที่ทำท่าจะเป็นมหากาพย์ต่อจากปัญหาการประมูลคลื่น 3จี ที่พัฒนาไปเป็นอภิมหากาพย์ไปแล้ว ซึ่งหากได้วิเคราะห์เหตุผลว่าทำไมประเทศในแถบสแกนดิเนเวียถึงได้มีความสามารถทางการแข่งขันสูง ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของเขาสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย อย่างเช่น ในประเทศสวีเดน ประชาชน กว่า 80% ใช้อินเทอร์เน็ต และเด็กอายุ 1215 ปีของเขาใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นคว้าหาความรู้อย่างน้อย 3 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของเด็กอายุ 5 ขวบ และ 1 ใน 5 ของเด็กอายุ 3 ขวบ ต้องเคยใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ตัวเลขนี้เมื่อมาเทียบกับประเทศไทยจะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมาก

ปัญหาระบบการขนส่งและค่าขนส่งสุดแพงยังเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน ถ้าเรายังแก้ปัญหามาเฟียรถไฟไม่ได้ และยังมาเจอเจ้าพ่อที่กล้าปิดที่จอดรถสนามบินสุวรรณภูมิ คงไม่ต้องหวังจะแข่งขันกับใคร

ปัญหาโครงสร้างการใช้พลังงานที่ผิดเพี้ยน โดยไปสนับสนุนราคาในประเภทพลังงานที่ผิดพลาดทำให้ประเทศต้องแบกรับต้นทุนอย่างไม่มีเหตุผล

ปัญหาที่สำคัญอีกอย่าง คือ ปัญหาวิธีคิดของผู้นำ การที่ท่านนายกฯ มีแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจหลากหลายหรือแบบจับฉ่าย ทำให้เห็นว่าท่านนายกฯ ไม่ได้ศึกษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ เลย ทั้งนี้ประเทศที่มีการพัฒนาสูงจะต้องมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ที่ประเทศมีความถนัด และได้เปรียบ โดยเร่งส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง จึงอยากให้ท่านได้คิดเสียใหม่

นี่เป็นแค่บางปัญหาเท่านั้น แต่ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคงหลีกไม่พ้นปัญหาความแตกแยกของคนในประเทศ ที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนสิ่งอื่น ถ้าหากทุกคนในชาติคิดถึงประโยชน์ของประเทศอย่างจริง ก็จะสามารถพาประเทศนี้กลับมาแข่งขันได้อีกอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี