posttoday
กองทุนการออมแห่งชาติ หลักประกันของคนเบี้ยน้อย

กองทุนการออมแห่งชาติ หลักประกันของคนเบี้ยน้อย

12 ตุลาคม 2553

สาระหลักของร่างพ.ร.บ.นี้เพื่อเป็นการสร้างหลักให้ประชาชนผู้ใช้แรงงานอิสระ ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการ หรือเกษตรกร วินมอเตอร์ไซต์ แท็กซี่ทั่วประเทศประมาณ 26 ล้านคน....

สาระหลักของร่างพ.ร.บ.นี้เพื่อเป็นการสร้างหลักให้ประชาชนผู้ใช้แรงงานอิสระ ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการ หรือเกษตรกร วินมอเตอร์ไซต์ แท็กซี่ทั่วประเทศประมาณ 26 ล้านคน....

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ 13 ต.ค. รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เข้าสู่วาระ 1 ซึ่งถือเป็นการสร้างหลักให้กับแรงงานอิสระ เช่น พ่อค้า แม่ค้า วินมอเตอร์ไซด์ เกษตรกร ที่ไม่ได้ใช้กองทุนประกันสังคมเพื่อให้มีเงินบำนาญในอนาคตหลังจากอายุ 60 ปีขึ้นไปโดยให้ประชาชนฝากเงินเข้ากองทุนออมและรัฐบาลจะสมทบให้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะมีการจ่ายออมคืนทั้งหมดเป็นรายเดือนในรูปของบำนาญเมื่ออายุครบ 60 ปีพร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารใหญ่ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ค้ำประกันในกองทุนนี้ด้วย

สาระหลักนั้นเพื่อเป็นการสร้างหลักให้ประชาชนผู้ใช้แรงงานอิสระ ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการ หรือเกษตรกร วินมอเตอร์ไซต์ แท็กซี่ทั่วประเทศประมาณ 26 ล้านคน เพื่อให้มีหลักประกัน เงินบำนาญในอนาคตหลังจากอายุ 60 ปี โดยหลักการคือสามารถฝากเงินผ่านกองทุนโดยที่ประชาชนออมและรัฐบาลเป็นผู้สมทบ เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้เงินบำนาญ

กองทุนการออมแห่งชาติ หลักประกันของคนเบี้ยน้อย

นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายเงินบำนาญประชาชน โดย 1. ผู้ที่จะออมจะต้องมีอายุ 20 - 60 ปีขึ้นไป 2. เมื่ออายุครบ 60 ปี กองทุนจะเฉลี่ยคืนเป็นรายเดือนตลอดชีวิต 3. รัฐบาลจะเป็นผู้ค้ำประกันการตอบแทนของกองทุน ซึ่งจะได้ไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคาร ทั้งนี้ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 - 30 ปีเมื่อออมแล้วรัฐบาลจะสมทบให้อีก 50% แต่ไม่เกินปีละ 600 บาท  ส่วนอายุ 31 - 50 ปี รัฐบาลสมทบให้ 80 % แต่ไม่เกิน 960 บาทต่อปี และอายุ 51 - 60 ปี รัฐบาลจะสมทบให้ 100% แต่ไม่เกินปีละ 1,200 บาท พรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ยิ่งใหญ่ที่จะต้องทำ

สำหรับ กองทุนการออมแห่งชาตินั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเวทีต่าง ๆ มาแล้ว หลาย ครั้งเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น

การตั้งสำนักงานกองทุนการออมแห่งชาติเหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บริหารกองทุน คาดว่าจะเปิดรับสมัครประชาชนที่มีอาชีพอิสระ และไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนที่รัฐบาลช่วยเหลือ เช่น กองทุน กบข. กองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอาชีพเกษตรกรรม พ่อค้า-แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย อาชีพอิสระทั่วไป เป็นแรงงานนอกระบบภายในกลางปี 2553 และหากไม่ดำเนินการเรื่องดังกล่าว อีก 20-30 ปีข้างหน้ากลุ่มดังกล่าวจะเป็นภาระต่อสังคมเมื่อเข้าสู่วัยชรา เพราะรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ 24-25 ล้านคน

คาดว่าหากประชาชนกลุ่มดังกล่าวเป็นสมาชิก 100% จะใช้งบประมาณของรัฐบาลสมทบเข้ากองทุนประมาณ 22,000 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง เพราะจะมีผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ออกจากกองทุน

สำหรับการตั้งกองทุนดังกล่าวจะทำให้มีเงินกองทุนที่สมทบจากรัฐบาลและประชาชนประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทนทั้งในตลาดหุ้น ฝากเงิน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยจะค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไม่ให้ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี จากค่าเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ส่วนสมาชิกจ่ายเงินเข้ากองทุนขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท และจ่ายสมทบเพิ่มตามความสมัครใจได้อีกเดือนละ 100-1,000 บาท ขณะที่การสมทบของรัฐบาลกำหนดว่า ผู้ออมที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี มักจะไม่จ่ายสมทบ

แต่เมื่ออายุ 20-30 ปี รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 50 บาทต่อเดือน อายุ 30-50 ปี จ่ายสมทบ 80 บาทต่อเดือน อายุ 50-60 ปี จ่ายสมทบเดือนละ 100 บาท โดยอัตราสมทบจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจด้วย และเมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปี จะมีสิทธิได้รับบำนาญจากเงินสะสมตลอดอายุไขและคืนเงินให้ผู้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ ส่วนกรณีทุพพลภาพก่อนอายุ 60 ปี ไม่สามารถหารายได้จ่ายเงินเข้ากองทุน มีสิทธิขอรับบำเหน็จไม่เกินเงินสะสมและเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลจะสมทบต่อเนื่องจากอายุครบ 60 ปี

กองทุนการออมแห่งชาติ หลักประกันของคนเบี้ยน้อย

ผลจากการจัดระดมความคิดเห็นภาคประชาชน ผู้สูงอายุ และนักวิชการได้สรุปข้อเสนอ ต่อ รัฐบาลและคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ในการสร้างระบบบำนาญแห่งชาติที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุไทย 5 ประเด็นหลักคือ 1. นโยบายการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอย่างถ้วนหน้า ถือได้ว่าเป็นสิทธิบำนาญขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่  ควรมีการกำหนดให้ชัดเจนอยู่ในพระราชบัญญัติกองทุนบำนาญแห่งชาติที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ด้วย โดยมีระบบการกำกับดูแลและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส    ผลประโยชน์ควรอยู่ที่ระดับเส้นความยากจนและมีการปรับตามระดับอัตราเงินเฟ้อ

ส่วนประเด็นที่2.  พ.ร.บ.การออมแห่งชาติที่เสนอโดยกระทรวงการคลัง มีขึ้นเพื่อหลักประกันในเรื่องของบำนาญตลอดชีพ  ไม่ใช่กองทุนเพื่อการออมทั่วไป จึงควรระบุชื่อตามวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าเป็น พระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ เพื่อความชัดเจน  ไม่สับสน และควรพิจารณาเพิ่มเติมสวัสดิการอื่นๆให้กับผู้สูงอายุด้วย   

นอกจากนี้ การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ โดยกระทรวงการคลัง  และการแก้ไข พรบ.ประกันสังคม   มาตรา 40 เพื่อขยายสิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานนอกระบบ โดยกระทรวงแรงงาน นั้น ต่างก็มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพให้กับแรงงานนอกระบบ   กองทุนประกันสังคมนั้นเป็นกองทุนภาคบังคับในขณะที่กองทุนของกระทรวงการคลังจะเป็นภาคสมัครใจ ทำให้กติกาหลักไม่เหมือนกันโดยพื้นฐาน แต่ก็จำเป็นที่รัฐต้องคิดทบทวนให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้กองทุนเชื่อมโยงกัน ทำงานไปด้วยกันได้  

ดังนั้น กระทรวงการคลัง  กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ควรที่จะได้นำเรื่องนี้มาพิจารณาหาคำตอบร่วมกันอย่างจริงจัง

ส่วนการเชื่อมโยงกองทุนระดับชาติกับระดับชุมชน เป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงของกองทุนระดับชุมชนเฉพาะในเรื่องของการจัดสวัสดิการบำนาญชราภาพ จึงควรพิจารณาถึงความเชื่อมโยงระหว่างกองทุนระดับชาติกับกองทุนระดับชุมชนเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรออกจากชุมชน ควรเปิดโอกาสให้กองทุนชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกลไกหนึ่งในการบริหารจัดการด้วย              

ประเด็นสุดท้าย การบริหารจัดการกองทุนที่ดี   ระบบบำนาญแห่งชาติ ซึ่งเป็นระบบใหม่ จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบที่ดีทั้งในระดับประเทศ และระดับล่างลงไป (ระดับพื้นที่)    ควรมีการชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรู้ถึงการบริหารจัดการอย่างชัดเจน 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท