
สกัดบาทไม่ได้
กนง.ยอมรับมาตรการดูแลเงินบาทมีผลน้อยต่อตลาด อาจเสนอมาตรการจัดเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นชั่วคราว
กนง.ยอมรับมาตรการดูแลเงินบาทมีผลน้อยต่อตลาด อาจเสนอมาตรการจัดเก็บภาษีเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นชั่วคราว
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า มาตรการดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องจนหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังประกาศออกไปก่อนหน้านี้ แทบจะไม่มีผลต่อเงินไหลเข้า
สำหรับมาตรการที่กระทรวงการคลังจะเสนอเก็บภาษีผลตอบแทนพันธบัตรเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ 15% จากเดิมที่เว้นไม่เก็บ ที่คาดว่าจะมีการนำเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 12 ต.ค.นั้น ก็น่าจะมีผลต่อตลาด และได้ผลในทางปฏิบัติไม่มากนักเช่นกัน
อย่างไรก็ดี มาตรการที่รัฐบาลออกมาน่าจะมีผลทางด้านจิตวิทยาบ้าง มาตรการที่ออกไปต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีผลในทางปฏิบัติ การมีมาตรการส่งเสริมผ่อนผันออกไปบ้าง ดีกว่าปล่อยให้แทรกแซงค่าเงินอย่างเดียว ตลอด 2 ปมาตรการภาษีที่จะนำมาเสริมเป็นมาตรการระยะสั้น 36 เดือนก็ว่ากันไป สามารถทำได้ เพราะตลอด 2 ปี ี ธปท.ก็เข้าดูแลเงินบาทแข็งค่าโดยตลอด เห็นได้จากข้อมูลฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ 30 ม.ค. 2552 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.107 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เปรียบเทียบกับล่าสุด ณ 1 ต.ค. 2553 ที่ระดับ 1.648 แสนล้านเหรียญสหรัฐ พบว่าสูงขึ้นถึง 5.41 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.62 ล้านล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยจะเห็นว่าทุนสำรองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่แนวโน้มเงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐ และยุโรป
นายพรายพล กล่าวว่า ถ้าดูจากข้อมูลเงินทุนไหลเข้าจะเห็นว่าเงินทุนไหลเข้ามาในทุกประเทศทั่วภูมิภาค ไม่ใช่เข้าเฉพาะไทยที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลี อินโดนีเซีย ก็มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าเช่นกัน เพราะสหรัฐฯที่เขามีปัญหาดอกเบี้ยต่ำ ยุโรปก็มีปัญหา ญี่ปุ่นก็แย่ เงินทุนย่อมเลือกมาเติบโตในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น ถือเป็นวัฏจักรของเศรษฐกิจโลก แน่นอนดอกเบี้ยไทยก็มีส่วนดึงดูดเงินทุนไหลเข้าด้วย แต่คงไม่ใช่ปัจจัยเดียว เพราะนักลงทุนต่างชาติดูเรื่องส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
“ที่สุดแล้วการทำนโยบายการ การออกมาตรการอะไรก็ตาม ในการดูแลค่าเงินบาท ก็ต้องดูจังหวะที่เหมาะสม รอบครอบ เพราะถ้าเห็นร่วมกันว่าปล่อยผู้ส่งออกเผชิญภาวะเช่นนี้ไม่ได้ก็ต้องมีอะไรสักอย่างออกมาดูแล มาช่วยเขา และถ้าดูเผื่ออนาคตด้วย ก็ต้องช่วยเขาปรับตัวเพื่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศด้วย ต้องสนับสนุนให้ผู้ส่งออกปรับตัวให้ได้ สามารถบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน ซื้อป้องกันความเสี่ยงได้ควบคู่กันด้วย” นายพรายพลกล่าว
นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การจะออกมาตรการใดก็ตามที่เกี่ยวกับค่าเงินบาทต้องค่อยๆ ทำ เพราะทุกอย่างเป็นวงจรที่กระทบถึงกันหมด เชื่อว่ารัฐบาลมีหลายมาตรการในมือ แต่ต้องประเมินตลาดว่าคิดอย่างไร เรื่องค่าเงินบาทเป็นเรื่องที่รัฐบาลคิดมาก เพราะการแข็งค่าของเงินไม่ใช่ไทยที่ประสบอยู่ประเทศเดียว
ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องมาตรการทั้งหมดได้ ต้องรอให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมช.คลัง เดินทางกลับมาจากการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในคืนวันนี้ที่ 11 ต.ค.นี้ ก่อน หากได้ข้อสรุปจะคาดว่า รมว.คลัง จะเสนอมาตรการเข้าที่ประชุมคระรัฐมนตรีในวันที่ 12 ต.ค. นี้
ได้หารือใน 2 มาตรการ คือ ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเรื่องสภาพคล่อง และทำประกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ส่งออก โดยแหล่งเงินจะมาจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมาจากธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยสินเชื่อต่อให้กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีแบงก์ และอาจให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม ขนาดย่อม ( บสย. ) เข้ามารับค้ำประกันสินเชื่อให้ลูกหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน
สำหรับเรื่องของวงเงินปล่อยกู้ อัตราดอกเบี้ย และการรับภาระเรื่องการชดเชยความเสียหายจากภาครัฐยังไม่ได้ข้อสรุป
“ ไม่มีการตั้งกองทุน แต่จะเป็นการปล่อยกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องและการทำประกันความเสี่ยงให้กับผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ ส่งแหล่งเงินคงใช้สถาบันที่มีเงินเหลือเยอะๆ ซึ่งต้องดูว่าออมสินจะได้รับได้เรื่องดอกเบี้ยและหลักประกันในบางรายที่ไม่เพียงพอหรือไม่ “ นายประดิษฐ์กล่าว
นอกจากนี้จะมีการเสนอเรื่องมาตรการภาษีของกรมสรรพากร ได้แก่เรื่องการเก็บภาษีดอกเบี้ยหัก ณ ที่จ่าย 15 % จากนักลงทุนต่างชาติที่เช้ามาซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้นคาดว่าจะมีการเสนอในที่ประชุม ครม. 12 ต.ต.นี้ด้วย โดยยืนยันว่ายังไม่มีการเสนอเรื่องมาตรการภาษีของกรมศุลกากรได้แก่เรื่องการลดภาษีเพื่อจูงใจให้ซื้อเครื่องจักร เข้าครม. ในครั้งนี้ด้วย







