posttoday
IMF ในบทบาท ตำรวจสกุลเงินกับความล้มเหลวที่รออยู่เบื้องหน้า

IMF ในบทบาท ตำรวจสกุลเงินกับความล้มเหลวที่รออยู่เบื้องหน้า

12 ตุลาคม 2553

การประชุมระดับรัฐมนตรีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปิดฉากลง พร้อมด้วยความสำเร็จเพียงน้อยนิด หรืออาจเรียกได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในสายตาของบางฝ่าย ที่เห็นว่าที่ประชุมนี้ไม่สามารถยุติการเผชิญหน้าที่ตึงเครียดยิ่งขึ้นระหว่างประเทศสมาชิก ในสงครามค่าเงินที่กำลังก่อตัวขึ้น

การประชุมระดับรัฐมนตรีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปิดฉากลง พร้อมด้วยความสำเร็จเพียงน้อยนิด หรืออาจเรียกได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในสายตาของบางฝ่าย ที่เห็นว่าที่ประชุมนี้ไม่สามารถยุติการเผชิญหน้าที่ตึงเครียดยิ่งขึ้นระหว่างประเทศสมาชิก ในสงครามค่าเงินที่กำลังก่อตัวขึ้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

IMF ในบทบาท ตำรวจสกุลเงินกับความล้มเหลวที่รออยู่เบื้องหน้า

การประชุมระดับรัฐมนตรีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปิดฉากลง พร้อมด้วยความสำเร็จเพียงน้อยนิด หรืออาจเรียกได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในสายตาของบางฝ่าย ที่เห็นว่าที่ประชุมนี้ไม่สามารถยุติการเผชิญหน้าที่ตึงเครียดยิ่งขึ้นระหว่างประเทศสมาชิก ในสงครามค่าเงินที่กำลังก่อตัวขึ้น

นิยามคร่าวๆ ของ “สงครามค่าเงิน” คือ ความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดเงินตราต่างประเทศ หรือการตอบโต้ระหว่างประเทศ ด้วยการแทรกแซงค่าเงิน เพื่อหวังผลด้านการส่งออก อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งในระบบการค้าโลกโดยรวม

ขณะนี้เงื่อนไขของสงครามค่าเงินได้ก่อตัวชัดเจนขึ้น จน IMF ต้องยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ แต่แล้วก็ไม่สามารถตัดชนวนความขัดแย้งได้อย่างเด็ดขาดก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น

ส่วนความสำเร็จ “เพียงน้อยนิด” ในการประชุม IMF ที่ผ่านมา คือความเห็นพ้องของประเทศคู่กรณีที่ยกให้ผู้อำนวยการ IMF คือนาย โดมินิก สเตราส์ คาห์น ดำรงฐานะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทเรื่องค่าเงิน โดยจำรับบทบาทเป็นผู้วิเคราะห์สถานการณ์ ผู้ประสานความเข้าใจ และท้ายที่สุดมีอำนาจชี้ขาดกรณีพิพาทต่างๆ

เรียกขานบทบาทของสเตราส์ คาห์น กันอย่างไม่เป็นทางการว่า “ตำรวจสกุลเงิน” หรือ Currency Cop

คู่กรณีที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ คือ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป โดยที่ปมเงื่อนของความขัดแย้งและคู่ขัดแย้งมีความซับซ้อนมาก เพราะแต่ละประเทศมีความสัมพันธ์บวก/ลบที่ทับซ้อนกัน

แต่หากจัดวางคู่ขัดแย้งอย่างคร่าวๆ จะพบคู่กรณีดังนี้ คือ ความขัดแย้งระหว่างเอเชียกับประเทศตะวันตก

ในการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดูเหมือนว่าตะวันออกกับตะวันตกจะสามารถลงรอยกันได้ในเรื่อง “คนกลาง” ระหว่างสงคราม

แต่สิ่งที่สมควรพิจารณาอย่างยิ่ง คือ แท้จริงแล้ว ประเทศเอเชียให้การยอมรับ IMF ในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเรื่องค่าเงินมากเพียงใด?

ในระยะหลังบทบาทของ IMF เสื่อมถอยลงทุกขณะ เนื่องจากประสบกับความล้มเหลวในการกดดันให้ประเทศสมาชิกปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในระดับล่างกลับเป็นฝ่ายกดดัน IMF มากขึ้น ให้เพิ่มสิทธิและเสียงเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว

 

IMF ในบทบาท ตำรวจสกุลเงินกับความล้มเหลวที่รออยู่เบื้องหน้า

ปัญหาเรื่องสิทธิและเสียงของประเทศกำลังพัฒนานี่เอง ที่ส่อเค้าจะเป็นอุปสรรคสำหรับ IMF ในฐานะคนกลาง

ต้นเหตุของปมปัญหามาจากถ้อยคำเชิงข่มขู่ของ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ระบุว่า ก่อนที่ประเทศกำลังพัฒนาจะมีสิทธิมีเสียงเพิ่มขึ้น ก็ควรปฏิรูปค่าเงินของตนเสียก่อน

แม้ถ้อยคำนี้จะกระทบโดยตรงไปที่จีน แต่ผลสะท้อนนั้นส่งไปถึงนานาประเทศในเอเชีย ซึ่งกำลังใช้หรือกำลังพิจารณาใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงิน

ยังไม่ทันเริ่มต้น IMF ก็แทบหมดความน่าเชื่อถือในสายตาเอเชียเสียแล้ว นั่นเป็นเพราะสหรัฐและยุโรปมีอิทธิพลเหนือ IMF (สหรัฐและยุโรปผลัดกันแต่งตั้งผู้อำนวยการและประธาน IMF และธนาคารโลก) แม้น IMF จะไม่มีปฏิกิริยาต่อท่าทีของสหรัฐ แต่การนิ่งเงียบย่อมหมายถึงการยอมรับโดยปริยาย และยิ่งทำให้เอเชียมองเห็นถึงแนวโน้มที่ IMF จะปฏิบัติหน้าที่คนกลางที่แอบแฝงฐานะ “นอมินี” ของชาติตะวันตก

ที่สำคัญคือ อำนาจในฐานะคนกลางของสเตราส์ คาห์น ดูเหมือนจะเบ็ดเสร็จจนเกินไป ทำให้มีโอกาสสูงที่ประเทศคู่กรณีจะไม่ปฏิบัติตามหากมีคำชี้ขาดเอนเอียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน

ในยุคสมัยที่ตะวันออกเริ่มมีน้ำหนักเหนือกว่าตะวันตก การตัดสินที่เอนเอียงเข้าหาอิทธิพลเก่าอย่างโจ่งแจ้ง โอกาสที่ IMF จะ “เสียคน” ในสายตาประเทศกำลังพัฒนามีอยู่สูงมาก จากเดิมที่ภาพลักษณ์ของ IMF ในสายตาประเทศเหล่านี้ไม่ใคร่ดีนัก นับตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชียปี 2540

โดยเฉพาะจีน ที่แม้จะไม่พานพบกับวิกฤตการเงินในครั้งนั้น แต่ทัศนะของจีนเกี่ยวกับองค์กรการเงินภายใต้อิทธิพลตะวันตกไม่ใคร่สู้ดีเช่นกัน

เมื่อปี 2550 หนังสือชื่อ Currency Wars ผลงานของนักวิจัยอิสระชาวจีน ซ่งหงปิง กลายเป็นงานเขียนเชิงสารคดีระดับเบสต์เซลเลอร์ในแดนมังกร เพราะเปิดโปงให้เห็นถึงอิทธิพลของกลุ่มทุนตะวันตกเหนือองค์กรการเงินระดับโลกธนาคารกลางของประเทศต่างๆ

หนังสือเล่มนี้ระบุว่า กลุ่มทุนตะวันตกใช้กลไกของสกุลเงินและพันธบัตรเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ จนสามารถควบคุมองค์กรการเงินใหญ่อย่าง ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หรือแม้กระทั่งวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจครั้งสำคัญในเอเชีย อย่างทศวรรษที่สาบสูญ (Lost Decade) ของญี่ปุ่น และวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 เป็นผลงานบงการค่าเงินของกลุ่มทุนการเงิน/การเมืองตะวันตก

สื่อตะวันตกแบ่งรับแบ่งสู้กับหนังสือเล่มนี้ แต่ส่วนใหญ่ (นำโดยหนังสือพิมพ์ Financial Times) เห็นว่า เป็นทฤษฎีที่เลื่อนลอยเกินไป แม้จะมีข้อมูลที่หนักแน่นมารองรับในหลายประเด็นก็ตาม

แต่แล้วทฤษฎีของซ่งหงปิง กลับยังได้รับความนิยมกระทั่งเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว Currency Wars 2 กลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในจีน และตอกย้ำทัศนะในเชิงกังขาของชาวจีนต่ออิทธิพลซ่อนเร้นของรัฐบาล และกลุ่มทุนตะวันตกต่อระบบการเงินโลก

ทัศนะเช่นนี้บวกกับข้อเท็จจริงที่ว่า IMF สนับสนุนข้อเรียกร้องของสหรัฐและยุโรปให้จีนปรับค่าเงินหยวน และต่อต้านการแทรกแซงค่าเงินในเอเชีย จะเป็นปัจจัยที่บั่นทอนประสิทธิภาพของ IMF ในฐานะคนกลางท่ามกลางสงครามค่าเงิน

สิ่งที่ปรากฏก็คือ เอเชียและตลาดเกิดใหม่หลายประเทศปฏิเสธฐานะคนกลางของ IMF อยู่กลายๆ ด้วยการยืนยันที่จะใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงิน ไม่ว่าจะเป็นคำยืนยันของ เซอร์ไฮ ติกิปโก รองนายกรัฐมนตรียูเครน และ ดูวูอูรี ซุบบาราว ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (RBI) หรือแม้แต่คำยืนยันจากปาก กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลังของไทยโปรดสังเกตว่า คำยืนยันเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นระหว่างหรือภายหลังการประชุม IMF ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ ท้ายที่สุดแล้วแต่ละประเทศจึงไม่วายใช้นโยบาย “ต่างคนต่างอยู่” โดยไม่สนใจความอยู่รอดของประเทศ เพราะสถานการณ์เช่นนี้แม้นไม่ใช่สงคราม แต่นับเป็นภัยพิบัติที่ลำพังก็ยากจะเอาตัวรอดอยู่แล้ว มิพักจะเอ่ยถึงการช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ให้รอด และยิ่งเป็นการช่วยเหลือประเทศอื่นตามแรงกดดันจากภายนอกด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้

มิหนำซ้ำยังเป็นการเร่งให้สงครามดุเดือดและขยายวงกว้างยิ่งขึ้น

สิ่งที่ คริสทีน ลาการ์ด รัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศส ที่กล่าวหลังการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ว่า “ในสงครามย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ แต่ในสงครามนี้จะต้องไม่มีผู้แพ้” เป็นคำกล่าวที่สวยหรู แต่ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

จูหมิน ที่ปรึกษาพิเศษของผู้อำนวยการ IMF และเป็นผู้ที่เคยรั้งตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ตั้งความหวังไว้อย่างสูงว่า ที่ประชุมกลุ่มประเทศ G20 จะสามารถหาทางออกให้กับการเผชิญหน้าในสงครามค่าเงินได้ลงตัวกว่าการประชุม IMF ที่กรุงวอชิงตัน

แต่จูหมินคงลืมไปว่า G20 ประกอบขึ้นจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา (หรือตลาดเกิดใหม่) ระดับของการเผชิญหน้าจึงสุ่มเสี่ยงที่จะเข้มข้นยิ่งกว่าที่ประชุม IMF ซึ่งมีส่วนผสมที่คละเคล้ากันหลายกลุ่มประเทศ ดีกรีความขัดแย้งจึงอ่อนกว่า และง่ายที่จะยอมรับข้อตกลงอย่างหลวมๆ

G20 อาจเป็นเวทีที่สงครามการเงินระเบิดขึ้นอย่างแท้จริง หากแต่ละฝ่ายยังจ้องที่จะเผชิญหน้า และกังขาในท่าทีและความจริงใจของแต่ละฝ่าย

ตำรวจสกุลเงินอย่าง IMF ก็จะหมดสภาพไป โดยที่ยังไม่ทันสะสางความบาดหมางใหม่ที่บังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท