
รุมสกรัมแก้ค่าบาท แบงก์รัฐบักโกรก
ปัญหาเรื่องการแก้ไขการแข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก กำลังจะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3 แห่งที่ถูกลากเข้ามาแก้ปัญหา
ปัญหาเรื่องการแก้ไขการแข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก กำลังจะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3 แห่งที่ถูกลากเข้ามาแก้ปัญหา
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปัญหาเรื่องการแก้ไขการแข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก กำลังจะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3 แห่งที่ถูกลากเข้ามาแก้ปัญหา
ไม่ว่า ธนาคารออมสิน ที่อดีตเคยเป็นธนาคารขวัญใจเด็กๆ แต่ช่วงหลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหากินให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ที่มีบทบาทสนับสนุนธุรกรรมระหว่างประเทศโดยตรง แต่ผลประกอบการก็ไม่ได้ดีมากมายนัก และทราบกันดีในวงการว่า ถ้าผู้ส่งออกขอสินเชื่อที่แบงก์พาณิชย์ไม่ผ่าน ก็ให้ลองมายื่นที่เอ็กซิมแบงก์
ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งอดีต 4-5 ปีก่อนเคยมีปัญหาหนี้เน่าพุ่งไปถึง 50% เพราะถูกนักการเมืองใช้เป็นบ่อเงินบ่อทอง กว่าจะกู้สถานการณ์กลับมาได้ก็เกือบต้องปิดแบงก์
โดยแบงก์รัฐทั้ง 3 แห่ง เป็นกุญแจสำคัญในแพ็กเกจของมาตรการที่จะเสนอคณะรัฐ มนตรี (ครม.) วันที่ 12 ต.ค.นี้ ที่คลังจะให้แบงก์รัฐเข้าไปอัดสภาพคล่องให้ผู้ส่งออก
รวมทั้งเข้าไปสนับสนุนให้ผู้ส่งออกรายเล็กรายกลาง ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า หรือฟอร์เวิร์ด ได้ง่ายและถูกขึ้น
สะท้อนว่าในมุมมองของรัฐบาล เชื่อว่าเงินบาทยังไม่หยุดแข็งค่าที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐแน่
แหล่งข่าวจากเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า คำสั่งซื้อสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นแบบล่วงหน้า 3 เดือน ทำให้ขณะนี้ยังไม่เห็นชัดเจนว่าลูกค้าได้รับผลกระทบจากพิษค่าเงินบาทแข็ง
สำหรับมาตรการที่กำลังจะเข้า ครม. ในวันที่ 12 ต.ค. ถือเป็นเรื่องดี แต่เห็นว่ายังเป็นมาตรการที่ออกมาช่วยพยุงปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น
“ตอนนี้ถือว่าผู้ส่งออกอยู่ในภาวะช็อก แต่ยังไม่ถึงกับขาดทุนจนทำให้ต้องปิดกิจการ เพราะปริมาณการส่งออกหรือออร์เดอร์ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง” แหล่งข่าวเปิดเผย
ปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจาก 3 เดือนนี้ไปคือ บัญชีงบการเงินของบริษัทส่งออกที่เคยกำไรจะกลายเป็นเสมอตัวหรือขาดทุน ส่งผลต่อการคืนเงินสินเชื่อให้กับสถาบันการเงิน
รวมถึงกระทบต่อการจ่ายภาษีให้แก่กรมสรรพากร ที่เคยตั้งเป้าไว้สูงมาก สุดท้ายก็กลายเป็นศูนย์
ขณะเดียวกันยังจะมีปัญหาในทางบัญชีเป็นเด้งที่สอง หากบริษัทส่งออกรายใดมีการกู้เงินจากต่างประเทศ และได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้กำไรจากหนี้ที่ลดลง จะต้องกลับมาเสียภาษีให้สรรพากรทันที เพราะถือเป็นลาภที่ไม่ควรได้
เท่ากับว่างานนี้ส่งออกโดนสองเด้ง...
แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า การแก้ไขปัญหาระยะยาวที่พูดกันมานาน แต่ผู้ส่งออกบอกว่าทำได้ยาก คือการหาทางเพิ่มมูลค่าสินค้าของตัวเอง
เพราะหากให้ผู้ส่งออกแก้ปัญหาด้วยการขึ้นราคา ก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปในทันที เมื่อผู้ซื้อมีทางเลือกจะไปซื้อสินค้าจากประเทศที่ราคาถูกกว่า
“ความจริงหน่วยงานภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ น่าจะเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ ในฐานะที่เป็นผู้ปล่อยกู้หลักให้กับผู้ส่งออกไทยกว่า 80% ออกมาช่วยเหลือลูกค้าของตัวเองบ้าง” แหล่งข่าวเปิดเผย
ไม่เช่นนั้นสุดท้ายจะกลายเป็นภาพที่ชินตาว่าธนาคารรัฐจะต้องออกมาแก้ปัญหาให้กับผู้ที่เดือดร้อน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ในฐานะที่เป็นเสือนอนกินแต่ดอกเบี้ย ไม่เคยออกมาช่วยเหลือลูกค้าตัวเอง แต่มักจะปล่อยให้กลายเป็นภาระสังคมโดยเฉพาะธนาคารรัฐ
จึงเห็นว่าภาครัฐและเอกชนควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ พยายามให้เจ้าหนี้ช่วยลูกหนี้เอง เพราะจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า
ถ้าธนาคารพาณิชย์แห่งไหนที่ช่วยเหลือสังคมมาก ก็น่าจะได้รับผลตอบแทนในรูปของการชดเชยภาษี ส่วนแห่งไหนไม่เคยยื่นมือมาช่วยสังคม ก็ควรจะจ่ายภาษีแพงกว่าคนที่ทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติเสียบ้าง
ขณะที่มาตรการของรัฐบาลที่กำลังจะออกมา ยังถูกมองว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ...
หลายฝ่ายไม่เชื่อว่าจะแก้ได้ทั้งทำให้เงินบาทอ่อนหรือช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ภาคเอกชนด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง มองว่า ตอนนี้ต้นตอปัญหา คือธนาคารแห่งประเทศไทย ควรส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ให้เงินไหลเข้า แต่ไม่ถึงกับลดดอกเบี้ย
“เงินทุนต่างชาติที่เข้ามาถือว่าเป็นก้อนไม่ใหญ่ แต่เข้ามาเร็วกว่าที่คิด” นายคณิศ กล่าว
อีกปัญหาของประเทศไทย คือในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีกลไกในการผลักเงินออกไปลงทุน เช่น สิงคโปร์มีกองทุนเทมาเซก ที่หาโอกาสลงทุนใหม่ๆ ตลอดเวลา
ส่วนประเทศไทยยังไม่มีกองทุนลักษณะนี้ และนายคณิศ มองว่าเป็นเรื่องยากที่ไทยจะสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้า
“มาตรการที่ทำได้ดีสุดตอนนื้คือสูบเงินออกไปลงทุนข้างนอก แต่เอกชนไทยยังไม่กล้าทำขนาดนั้น อย่าง ปตท.ไปซื้อบ่อน้ำมัน ก็เป็นกลไกปกติที่ทำอยู่แล้ว” นายคณิศ กล่าว
โดยจากการสำรวจพบว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกได้รับส่วนต่างกำไรหรือมาร์จินลดลง จากที่เคยได้ 10% ตอนนี้หายไป 6-7% แล้ว
ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งรัดในการออกมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ขณะที่มาตรการของรัฐบาลที่กำลังจะออกมา ยังถูกหลายฝ่ายมองว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
ไม่เชื่อว่าจะแก้ได้ทั้งทำให้ค่าเงินบาทอ่อนหรือช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ภาคเอกชน
เช่นการใช้กลไกแบงก์รัฐอัดสภาพคล่องเข้าไปยังธุรกิจส่งออก ก็ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะผู้ส่งออกยังมีออร์เดอร์ อัตราการขยายตัวของส่งออกแต่ละเดือนสูงถึง 20%
ปัญหาที่เจอหนักก็คือขาดทุนกำไรมากกว่า!!
ดังนั้น รัฐบาลจะทำอย่างไรในการลดต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร ลดภาษีรายได้ พร้อมทั้งปรับระบบนำเข้าและส่งออกให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ไม่ใช่กลไกของระบบราชการปกติ
ถ้าทำอย่างนี้ก็จะแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้ โดยไม่ต้องไปจับปืนออกศึกในสงครามอัตราแลกเปลี่ยน
ที่สำคัญคืออย่าผลักภาระของความช่วยเหลือไปให้แบงก์รัฐแต่อย่างเดียว เพราะแบงก์รัฐก็ต้องมีรายได้ ต้องมีกำไร และไม่ต้องการให้เกิดหนี้เน่าเหมือนที่ผ่านมา







