
เจาะแฟ้มครม.12 ต.ค.
ลุ้นแพคเกจสู้บาทแข็ง จ้องดูดภาษีดอกเบี้ย-กำไร นักลงทุนต่างชาติโทษฐานเก็งกำไร ขณะที่ พาณิชย์โหนกระแสขอ 500 ล้านกระตุ้นบริโภคภายใน ถึงคราวออกกม.เก็บภาษีสิ่งแวดล้อม
ลุ้นแพคเกจสู้บาทแข็ง จ้องดูดภาษีดอกเบี้ย-กำไร นักลงทุนต่างชาติโทษฐานเก็งกำไร ขณะที่ พาณิชย์โหนกระแสขอ 500 ล้านกระตุ้นบริโภคภายใน ถึงคราวออกกม.เก็บภาษีสิ่งแวดล้อม
เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจะทำกันอย่างไรดี หากรัฐแก้ปัญหาช้าเกินมีหวังกระทบค้าส่งออกเป็นลูกโซ่ลามถึงปัญหาผู้ใช้แรงงาน ล่าสุดนายกรณ์ จติกวณิช รมว.คลัง ถกบิ๊กการเงินการคลังกลางดึกวานนี้ ก่อนเคาะมาตรการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าเข้าที่ประชุมครม.พิจารณา
ไล่ปมหาสาเหตุ มองว่า มาจากกรณีนักลงทุนต่างประเทศแห่ซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในไทยเพื่อหวังเก็งกำไร จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการงัดมาตรการจัดเก็บภาษีทั้งดอกเบี้ย กำไร ซะเลย แม้จะมีเสียงท้วงติงเป็นวิธีโบราณจ้องเล่นงานนักลงทุนต่างชาติแต่ก็ต้องทำ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับนักลงทุนไทย ว่างั้น! ขณะเดียวกันนักลงทุนหวังว่าจะเป็นมาตรการชั่วคราวหรือแค่ 6 เดือนต้องรอลุ้น
สาระหลัก 1. ให้จัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% สำหรับผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรหรือตราสารหนี้ 2.การจัดเก็บภาษีกำไรจากการขายพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในอัตรา 15% โดยจะจัดเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาต่ำกว่า 1 ปี และยกเว้นให้นักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนอยู่ก่อนแล้ว แต่หากพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่นักลงทุนต่างประเทศกลุ่มนี้ถืออยู่ครบกำหนดแล้ว นักลงทุนยังซื้อเพื่อลงทุนต่อและเป็นพันธบัตรหรือตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 1 ปี ก็จะถูกเก็บภาษีทันที
ทั้งนี้ จากข้อมูลกระทรวงการคลัง ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีเงินจากต่างประเทศเข้ามาซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้จนมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เกือบ 80 % เป็นการซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 1 ปี จนเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว
ส่วนกระทรวงพาณิชย์ร่วมด้วยช่วยแก้ค่าเงินบาทแข็งค่ากับเขาด้วย โดยจะเสนอ 2 มาตรการ ได้แก่ 1 สนับสนุนค่าธรรมเนียมทำประกันค่าเงิน และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดแรงดึงดูดเงินทุนต่างประเทศให้ไหลเข้ามาในไทย
2. เสนอของบประมาณกลาง 500 ล้านบาทจัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการส่งออก ที่อาจได้ผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งข้อที่ 2 ดูท่าทีที่ประชุมอาจผ่านยาก
อีกวาระน่าสนใจ เมื่อกระทรวงการคลัง เสนอร่างพ.ร.บ.มาตรการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม สาระสำคัญร่างกฎหมายกำหนดจัดเก็บภาษีรวม 5 ประเภท แยกเป็น 1.ภาษีมลพิษทางน้ำปีละ 10,000 บาทต่อตันของปริมาณมลพิษ 2.ภาษีมลพิษทางอากาศจัดเก็บปีละ 2,500 บาทต่อตันของปริมาณมลพิษ 3.ภาษีนักท่องเที่ยว 15% ของราคาค่าโดยสาร หรือ 1,000 บาทต่อคน 4.ภาษีผลิตภัณฑ์หรือค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์ร้อยละ 15% ของราคาผลิตภัณฑ์ หรือ 10,000 บาทต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ และ 5.ภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ 15% ของราคาหรือ 10,000 บาทต่อหน่วยของปริมาณมลพิษ โดยกำหนดให้เงินภาษีและค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บได้ ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และกำหนดให้จัดตั้งกองทุนและคณะกรรมการ ภาษีและค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อมขึ้นภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
กระทรวงการคลังเสนอเรื่อง การจ่ายค่าทดแทนพิเศษ ให้แก่พนักงานที่มีเงินเดือนเต็มขั้น หรือ ใกล้เต็มขั้นของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยเสนอให้จ่ายโบนัสแก่พนักงานของธ.ก.ส.ที่เงินเดือนเต็มขั้นหรือใกล้เต็มขั้น ในอัตรา 2-5% ของเงินเดือนสูงสุดที่ได้รับ ทั้งนี้ขอพิจารณาเงินค่าทดแทนพิเศษให้ ธอส.ในอัตรา 2-6% ของเงินเดือนสูงสุดที่ได้รับ
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ , กระทรวงมหาดไทย เสนอร่างพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร , กระทรวงต่างประเทศ เสนอผลการประชุมคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอการลงนามบันทึกความตกลงระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหุ้นส่วนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเอเชียตะวันออก ,กระทรวงการคลังเสนอ รายงานผลการดำเนินงานข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลัง และกระทรวงคมนาคม เสนอรายงานผลการตรวจสอบรับรองการเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ปี 51-52
กระทรวงคมนาคม เสนอการเตรียมการเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐในองค์การการค้าโลก , กระทรวงมหาดไทยขออนุมัติเงินเพื่อชดเชยรายได้จากการดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ระยะที่ 3
วาระเพื่อทราบ กระทรวงวัฒนธรรม รายงานผลการออกวีซ่าให้ผู้แสวงบุญที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย 12,098 คน พร้อมสรุปปัญหาผู้ประกอบกิจการจัดเช่าที่พักให้ผู้แสวงบุญไม่เป็นไปตามเงื่อนไข โดยขึ้นบัญชีดำและดำเนินการตามกฎหมาย ให้ครม.ทราบด้วย







