
"ตัณหาในโรงเรียน" เหยื่อไร้เสียงบ่อเกิดความรุนแรงในสังคม
ถอดเนื้อหาจากเวทีจุฬาฯ เสวนา "ปัญหาหรือตัณหา : ธรรมภิบาล กับ เรื่องเพศในโรงเรียนไทย" เมื่อสังคมทำให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรม
โดย...พัชรีวรรณ มงคล
กรณีนักเรียนหญิงมีความสัมพันธ์กับผู้อำนวยการโรงเรียนที่ปรากฎเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วสังคมสะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงเรื่องเพศนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ของสังคม ไม่เว้นแม้กระทั่งในสถานศึกษา
เด็กหลายรายแม้จะถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่เลือกที่จะเก็บเงียบ ไม่บอกใคร เนื่องจากกลัวถูกสังคมรอบข้างประณาม อายที่จะเผชิญหน้าต่อโลก จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรงในสังคม
อำนาจนิยมในระบบการศึกษา
ในเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 10 เรื่อง “ปัญหาหรือตัณหา : ธรรมภิบาล กับ เรื่องเพศในโรงเรียนไทย” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรงเรียนเปรียบเสมือนสังคมจำลองที่เรามองเห็นและสามารถจับต้องได้ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจเชิงนิยมระหว่างผู้อำนวยการกับเด็กนักเรียน และความสัมพันธ์ต่างๆ ที่คาดไม่ถึง แทนที่โรงเรียนจะเป็นสถานที่ปลอดภัยเนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง
เมื่อเกิดการกระทำความผิดขึ้น คณะกรรมการสอบสวนตามระเบียบของคุรุสภา มีข้าราชการเป็นคนสอบสวนกันเอง แทบจะไม่มีพื้นที่ให้เด็กรวมถึงผู้ปกครองเข้าไปร่วมรับฟัง การตัดสินใจใช้กฎกติกาที่มีมากกว่าการมองสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ จึงทำให้เด็กที่ถูกกระทำเลือกที่จะเงียบมากกว่าที่จะส่งเสียง
ผศ.อรรถพล บอกต่อว่าด้วยสภาพที่เป็นอยู่ จึงกลายเป็นวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการใช้ความรุนแรง และมีแนวโน้มว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะกลายเป็นค่านิยมที่ “ซุกไว้ใต้พรหม” แล้วบอกว่าเป็นความผิดของเด็ก
สถิติการฟ้องร้องเรื่องที่เกิดขึ้นในจังหวัดสมุทรสาคร จากความรุนแรงเรื่องเพศในโรงเรียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีเหยื่อ 53 รายที่เป็นข่าว และมีการฟ้องร้อง แต่ในตัวเลขจริงๆ ที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวนั้นมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว
“ปัญหาการละเมิดทางเพศในสถานศึกษาสมควรมีการเปลี่ยนแปลง โดยสร้างค่านิยมวัฒนธรรมในโรงเรียน ทุกคนสามารถเป็นเพื่อนกัน เคารพสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกัน หากทำได้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนฐานของสังคมในเรื่องของอำนาจ ให้เสียงของนักเรียนสำคัญ ผู้ใหญ่ต้องจริงจังในการจัดการปัญหา อย่าปล่อยให้เงียบ หรือไปไกล่เกลี่ยกันนอกรอบ” ผศ.อรรถพล กล่าว
ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การล่วงละเมิดทางเพศเป็นตัณหาของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดปัญหาของสังคม เป็นปัญหาที่นำเอากฎหมายมาใช้ไม่ได้ ฐานความผิดนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ การข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำชำเรา การกระทำอนาจาร การพรากผู้เยาว์เพื่อไปกระทำการอนาจาร หากกระทำกับเด็กที่ต่ำกว่า 15 จะมีโทษรุนแรงแม้ตัวเหยื่อนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 285 ได้ระบุชัดเจนว่า การกระทำแก่ผู้สืบสันดาน ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ผู้อยู่ในความควบคุมตามหน้าที่ราชการหรือผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์หรือในความอนุบาล ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ หนึ่งในสาม ของคดีที่ก่อเหตุขึ้น
“เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ยากในการดำเนินคดี เนื่องจากผู้เสียหายส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ เกิดความอาย ถูกสังคมดูถูก ประณาม แปดเปื้อน ต่างๆ สารพัด ซึ่งไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้น รวมไปถึงผู้ใหญ่อีกด้วย”
ผศ.ดร.ปารีณา บอกต่อว่า ในปัจจุบันมีศาลสังคมออนไลน์ เป็นพื้นที่ให้เหยื่อสามารถออกเสียงได้ เป็นศาลที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ เพราะมีความจะพยายามตัดสินว่าใครเป็นผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำจะได้รับบทลงโทษอย่างไร ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีเบลอหน้าหรือปกปิดผู้เสียหาย แต่มีการเปิดเผยข้อมูลคนรอบข้าง จนไม่ยากที่จะคาดการณ์ว่าเหยื่อหรือคู่กรณีเป็นใคร
มาตรการคุ้มครองเยาวชนในสถานศึกษา
จิตติมา ภาณุเตชะ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุภาพสตรี บอกว่า ต้องมองเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาส่วนหนึ่งของชีวิต ควรปรับทัศนคติเรื่องเพศให้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากเพื่อน อีกทั้งสังคมควรลดการตีตราแก่ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ เพราะ คนเหล่านี้ไม่ใช่ตัวปัญหาแต่พวกเขาคือคนที่ประสบปัญหา ดังนั้นเหยื่อจึงสร้างกฎของพวกเขาขึ้นมาเพื่อปกครอง ดูแล ทำให้รู้สึกว่าตนเองปลอดภัย
จิตติมาเสนอแนวทางให้กระทรวงศึกษาธิการว่า ควรมอบอำนาจแก่หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเพศ และ ลงทุนพัฒนาบุคลากรที่จะสร้างระบบในโรงเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิและการปกป้องนักเรียนในทุกๆ เรื่อง สร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องเพศในโรงเรียน นอกเหนือจากวิชาเพศศึกษา และสร้างแนวคิดให้นักเรียน รู้เท่าทันตนเอง สังคมและความสัมพันธ์
ณัฏฐา โกมลวาทิล บรรณาธิการข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ระบุว่า สื่อควรปรับทัศนคติมุมมองในการเสนอข่าวคุกคามทางเพศ ต้องมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าว ไม่เอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เบลอหน้าเพื่อเป็นการปกป้องเหยื่อ ต้องทำความเข้าใจและตระหนักว่าเรื่องเพศนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
การล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นยาวนาน คนที่ถูกละเมิดเงียบเพราะรู้สึกไม่มีอำนาจที่จะต่อรอง และถึงออกมาพูดออกไปจะเป็นภัยแก่ตนเอง จะสูญเสียสถานะในสังคม การนำเสนอข่าวซ้ำๆ นั้นเป็นการซ้ำเติมเหยื่อ
ณัฏฐา บอกว่า สื่อต้องให้ความสำคัญในแง่ของการส่งเสริมการเคารพสิทธิคน การเคารพสิทธิเด็ก เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พยายามฉายภาพให้เห็นโดยที่ไม่มีทัศนคติเดิมๆ ว่า ผู้หญิงต้องตกเป็นเหยื่อ และในสถานการณ์เดียวกัน ผู้หญิงเองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อ







