
เพิ่มโทษ = แก้ปัญหา?
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเกิดราวสะเทือนใจในสังคม เรามักได้ยินเสียงเรียกร้องให้มีการ “เพิ่มโทษ” แก่ผู้กระทำความผิดอยู่เสมอๆ
โดย...ปกรณ์ นิลประพันธ์
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเกิดราวสะเทือนใจในสังคม เรามักได้ยินเสียงเรียกร้องให้มีการ “เพิ่มโทษ” แก่ผู้กระทำความผิดอยู่เสมอๆ นัยว่าโทษที่มีอยู่นั้นมันยังไม่รุนแรงพอที่จะ “ปราม” มิให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นได้
แต่หากพิจารณากันอย่างจริงๆ จังๆ จะพบว่าการกำหนดโทษรุนแรงแทบไม่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการกระทำความผิด
เช่น ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าถึงยี่สิบปี ก็ยังมีการฆ่ากันตายทุกวี่ทุกวัน หรือการข่มขืนกระทำชำเราก็โทษไม่เบานะครับ จำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี ปรับอีกแปดหมื่นถึงสี่แสนบาท ก็ยังมีข่าวข่มขืนกันรายวัน เมืองพุทธเมืองพระนะนี่
ความคิดเรื่องการกำหนดโทษหนักๆ แรงๆ เพื่อ “ปราม” มิให้กระทำความผิดจึงไม่ค่อยมีผลสักเท่าไร ยิ่งกำหนดโทษหยุมหยิมรังแต่จะสร้างปัญหาใหม่ ทำอะไรก็ผิดไปหมด อยู่เฉยๆ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ดีกว่า
กอปรกับกฎหมายนั้น “เข้าถึงยาก” “เข้าใจก็ยาก” แถมยัง “มีเยอะ” เหลือเกิน คนเลยไม่รู้ทำอะไรเป็นความผิดบ้าง และจะได้รับโทษอย่างไรเผลอๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำผิดเพราะไม่รู้ว่ามีกฎหมายนั้นอยู่ก็มี เช่น ต้นไม้ล้มทับบ้าน เจ้าหน้าที่ไปจับ ชาวบ้านก็งง กว่าจะเข้าใจว่าต้นไม้ที่ว่านี้เป็นไม้ต้องห้าม จะตัดต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เขาก่อน ก็ทะเลาะกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียหลายวันแล้ว
ในทัศนะของผู้เขียน ทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เอะอะเพิ่มโทษ มันน่าจะเป็นการปลูกฝังให้คนเราตระหนักรู้ มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่สังคม ให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ
ยิ่งสมาชิกของสังคมมีความละอายต่อบาป หรือมีความยับยั้งชั่งใจที่จะกระทำความชั่วร้ายหรือทำอะไรที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนอื่นมากขึ้นเท่าไร การกระทำผิดจะยิ่งลดน้อยลง ซึ่งการปลูกฝังความละอายต่อบาปนี้ เกี่ยวกับการอบรมมาตั้งแต่ในครอบครัว ในโรงเรียน เรื่อยมาจนกลายเป็นนิสัยของคนและค่านิยมของสังคม ไม่ใช่กฎหมายอย่างเดียว ครอบครัวก็มีส่วน โรงเรียนก็มีส่วน สังคมก็มีส่วน
ในทางตรงข้าม ถ้าคนในสังคมขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากเท่าไร ปัญหาสังคมจะมากมายขึ้นเพียงนั้น เพิ่มโทษจึงไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย แถมอาจทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้นด้วย จะว่าไปเรื่องนี้ครอบครัวมีความสำคัญไม่น้อย เพราะเด็กจะซึมซับสิ่งที่พ่อแม่ทำและกลายมาเป็นตัวตนของเขา เช่น ถึงกฎหมายจะบอกว่าห้ามปาดเส้นทึบ ครูสอนว่าต้องเคารพกฎจราจร แต่ถ้าพ่อแม่ไม่มีหิริโอตตัปปะ หรือขาดความละอายต่อบาป ขับรถปาดเส้นทึบเป็นประจำ เด็กเขาเห็นทุกวันเขาก็ชิน กลายเป็นเรื่องปกติไป พอโตมาเขาก็ทำอย่างที่พ่อแม่ทำนั่นแหละ
แต่ถ้าตอบข้อสอบละก็ เด็กเขาจะตอบชัดเจนตามที่ครูบอกว่าต้องเคารพกฎจราจรเพื่อให้ได้คะแนน นี่เรากำลังสอนลูกสอนหลานให้มีนิสัยพูดอย่างทำอย่างนะครับ
ที่สำคัญ กระบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรมจริงๆ ไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม ต้องแยกให้ออกระหว่างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่อย่างนั้นความยุติธรรมไม่บังเกิด การดำเนินคดีต้องเข้มแข็ง ตรงไปตรงมา การลดหย่อนผ่อนโทษควรเป็นข้อยกเว้นไม่ใช่หลักทั่วไป เพราะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของการลงโทษ
ผมว่าการคิดเพื่อการปฏิรูปต้องมองในองค์รวม เป้าหมายคือเพื่อแก้ปัญหาให้เป็นระบบ ถ้าคิดแบบแยกส่วน ก็จะแก้แบบเล็กๆ น้อยๆ เรื่องไหนมีปัญหาก็เฮโลไปมุ่งที่จุดนั้น แล้วก็ปะผุกันไป นั่นคงยากที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน







