
กองปราบฯได้หลักฐานเพิ่มคดีหวย30ล้าน ลั่นพยานให้การเท็จโดนแน่4ข้อหา!
กองปราบฯได้หลักฐานเพิ่ม หลังลงพื้นที่คดีหวย 30 ล้าน พบคำให้การพยานคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงของหลักฐานทางเทคโนโลยี
กองปราบฯได้หลักฐานเพิ่ม หลังลงพื้นที่คดีหวย 30 ล้าน พบคำให้การพยานคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงของหลักฐานทางเทคโนโลยี
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีหวย 30 ล้านบาท ที่เป็นข้อพิพาทระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ และนายปรีชา ใคร่ครวญ ครูโรงเรียนเทพมงคลรังสีว่า คดีดังกล่าวมีความคืบหน้าไปมากในระดับหนึ่งและเป็นไปในทิศทางที่ดี เมื่อวานที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการกองกำกับการ 5 กองปราบปราม (กก.5 บก.ป.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสืบหาพยานหลักฐานและเบาะแสทางคดีต่างๆ
จากการลงพื้นที่ดังกล่าวพบพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบได้เพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ยืนยันว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อรูปคดี ซึ่งสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือ และคำให้การของพยานบุคคล 2 คน ทางฝั่ง นายปรีชา ได้อย่างชัดเจน แต่จะเป็นข้อมูลที่เป็นโยชน์หรือเสียประโยชน์ต่อ นายปรีชา หรือไม่นั้นยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้
พล.ต.ต.ไมตรี กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีจะมีการเรียกพยานบุคคลที่เคยให้ให้ปากคำกับชุดสืบสวนสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 7 จำนวน 40 กว่าปากมาให้ปากคำหรือไม่นั้น ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามฯยังไม่สามารถเรียกพยานบุคคลเหล่านั้นมาสอบสวนได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการลงนามในหนังสือคำสั่งการให้มีการโอนย้ายคดี
ทั้งนี้หากมีหนังสือมาอย่างเป็นทางการ ก็จะเดินทางไปรับสำนวนจาก บช.ภ.7 ด้วยตัวเอง ก่อนจะนำข้อมูลในสำนวนการสอบสวนมาตรวจสอบคำให้การของพยานทั้ง 40 ปาก ถึงจะสามารถบอกได้ว่าจะมีการเรียกพยานเหล่านั้นมาให้ปากคำเพิ่มเติมอีกหรือไม่
"ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ แม่ค้าที่ขายลอตเตอรี่ให้กับนายปรีชา ถูกนำไปสอบสวนอย่างละเอียดและถูกควบคุมตัวไว้นั้น ยืนยันว่ายังไม่ทราบเรื่อง และไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจของกองปราบปรามฯอย่างแน่นอน เนื่องจากรูปแบบการทำงานของตำรวจกองปราบปรามฯไม่มีรูปแบบในลักษณะดังกล่าว ทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นขั้นตอนที่เปิดเผยและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้"พล.ต.ต.ไมตรี กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ชาคริต ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่ นายษิทธา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายความของ ร.ต.ท.จรูญ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจกองปราบปรามฯทำการสอบปากคำ นายปรีชา ประเด็นต่างๆรวม 9 ประเด็น ว่า ประเด็นคำถาม ที่นายษิทธา เรียกร้องนั้น เป็นประเด็นคำถามที่ทางพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามฯต้องดำเนินการอยู่แล้ว และยังมีประเด็นคำถามอีกจำนวนมากที่ต้องสอบสวนนายปรีชา และพยานบุคคลรายอื่นๆเพิ่มเติม การทำงานของพนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนคำให้การของทุกคนอย่างละเอียดและยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สำหรับข้อความคำถาม 9 ประเด็นที่ นายษิทธา โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเรียกร้องให้ทางตำรวจกองปราบปรามฯดำเนินการสอบปากคำนายปรีชานั้น ประกอบด้วยเมื่อกองปราบเข้ามารับผิดชอบคดีแก๊งโจรชิงหวยต่อจากตำรวจภูธรภาค 7 ขอให้สอบสวนปากคำ นายปรีชา เป็นคนแรกก่อน โดยขอให้สอบประเด็นดังต่อไปนี้
1. สั่งซื้อหวยจากใคร โดยวิธีใด มีหลักฐานตามที่เคยอ้างไว้หรือไม่ และเดินทางมารับหวยในวันเวลาใด
2. ซื้อมาจำนวนกี่ชุด รวมกี่ใบ หมายเลขใดบ้าง รวมเป็นเงินทั้งหมดเท่าไหร่
3. หมายเลข 131885 ที่ถูกรางวัลเลขท้ายสองตัวนั้น ถูกกี่ใบ เอาไปขึ้นเงินรางวัลที่ใด ได้เงินมาเท่าไหร่
4. รู้ตัวว่าถูกรางวัลหมายเลข 131885 เมื่อวันเวลาใด เมื่อรู้แล้วได้แจ้งให้ใครทราบบ้าง
5. รู้ตัวว่าหวยหมายเลข 533726 หายเมื่อวันเวลาใด เมื่อหายแล้วได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง
6. ทราบว่าหวยหมายเลข 533726 เป็นเลขที่ถูกรางวัลที่ 1 ได้อย่างไร และทราบเมื่อวันเวลาใด
7. ได้ไปพบผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี กี่ครั้ง ที่ใดบ้าง มีการพูดคุยกันอย่างไรบ้าง
8.ได้พบกับ ร.ต.ท.จรูญกี่ครั้ง ที่ใดบ้าง และพูดเรื่องแบ่งเงินอย่างไรบ้าง
9. ขอให้ยืนยันด้วยว่าผู้ก้มเก็บหวยที่หล่นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายและที่ยืนยันว่ามีคลิปเป็นหลักฐานนั้นขณะนี้คลิปอยู่ที่ใด และที่อ้างว่าจะเอาไปแสดงที่ศาลนั้น เหตุใดจึงไม่มอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ ร.ต.ท.จรูญ โดยปราศจากข้อสงสัย
มีรายงานว่าชุดสืบสวนกองปราบฯได้นำใจความสำคัญของสำนวนการสอบสวนที่รวบรวมโดยตำรวจภูธรภาค 7 มาวิเคราะห์พบว่า สำนวนดังกล่าวให้ความสำคัญกับปากคำของพยานที่เกิดขึ้นมาใหม่ในคดีจำนวน 2 ปากที่ยืนยันว่าเห็นสลากใบที่ถูกรางวัลพกอยู่ในกระเป๋าเสื้อของ นายปรีชา ส่วนพยานอีกปากก็ให้การว่าเป็นคนเห็น ร.ต.ท.จรูญ ก้มเก็บสิ่งของตกหล่นบนพื้น โดยไม่สนใจหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบทางเทคโนโลยีที่ชุดสืบสวนกองปราบฯตรวจสอบและส่งเป็นสรุปรายงานการสืบสวนไปให้ก่อนหน้านี้ ทำให้สำนวนดังกล่าวมีทิศทางที่มุ่งไปที่ นายปรีชา ว่าเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง และมีความพยายามที่จะแจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ต.ท.จรูญ ในฐานความผิดเกี่ยวกับการยักยอกสิ่งของตกหล่น และข้อหารับของโจร โดยไม่ได้พิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบและรัดกุมเพียงพอทั้งที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่าหากทรัพย์สินอยู่กับผู้ใดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ ซึ่งสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏอยู่ด้านหลักสลากฯที่ระบุว่าเงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ที่ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับเท่านั้น
ดังนั้นกระบวนการที่จะหาความเป็นเจ้าของสลากฯได้คือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า นายปรีชา เป็นเจ้าของตัวจริงและสั่งซื้อจาก นางรัตนาภรณ์ แม่ค้าขายล็อตเตอรี่เท่านั้น
มีรายงานว่าหากนำหลักฐานและพยานที่ได้จากสำนวนของตำรวจภูธรภาค 7 มาเปรียบเทียบกับหลักฐานทางเทคโนโลยีที่ชุดสืบสวนกองปราบฯได้มา จะพบว่าปากคำของพยานที่ให้การไว้มีความคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาตำรวจที่ให้การว่าพบเห็นสลากฯที่ถูกรางวัลโผล่ขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อของ นายปรีชา โดยจำเลขหมายได้ทั้ง 6 หลักจึงเอ่ยปากขอซื้อต่อครึ่งหนึ่งแต่ นายปรีชา ปฏิเสธที่จะขาย กรณีนี้เมื่อดูจากกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้จากการใช้โทรศัพท์ของ นางรัตนาภรณ์ ที่โทรหา นายปรีชา หลังจากประกาศผลสลากฯตามคลิปเสียงที่ชุดสืบสวนกองปราบฯใช้เป็นหลักฐานสำคัญ จะพบว่าในเวลาดังกล่าวที่พยานซึ่งอ้างว่าพบ นายปรีชา ที่ตลาดนั้นไม่ตรงกับความจริง เพราะจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ปรากฏอย่างชัดเจนว่า นายปรีชา อยู่ในสถานที่อื่น นั่นจึงเป็นประเด็นสำคัญที่กองปราบฯอาจจะต้องสอบปากคำเพื่อยืนยีนคำให้การของพยานอีกครั้ง
ทั้งนี้ยังมีรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองการพิทักษ์ ผบช.ก. ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนของกองปราบฯ ที่สืบสวนร่วมกับตำรวจ บช.ก. ดำเนินคดีนี้ด้วยความเป็นธรรมและหากพบว่าพยานในคดีหรือผู้เกี่ยวข้องกับคดีมีความพยายามบิดเบือนหรือให้การที่จะทำให้คดีและสังคมเกิดความสับสนก็ให้พิจารณาดำเนินคดีได้ทันที
ซึ่งทางพนักงานสอบสวนกองปราบฯได้พิจารณาแล้วว่า หากพบผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิดดังกล่าวพนักงานสอบสวนก็สามารถที่จะดำเนินคดีได้ตามฐานความผิด 4 ข้อหา ประกอบไปด้วย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ,
มาตรา 137 ร่วมกันให้การอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 172 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาทำให้ผู้อื่นเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ มาตรา 173 ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะได้พิจารณาต่อไป







