
วาระซ่อนเร้นใน ดุลการค้า กับทางรอดเศรษฐกิจโลก
การปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของปีนี้และปีหน้าโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้
การปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของปีนี้และปีหน้าโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของปีนี้และปีหน้าโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อไม่นานมานี้ มีนัยสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นครั้งแรกในยุคหลังวิกฤตที่ IMF ระบุถึงดุลการค้าโลกว่าอาจมีมูลเหตุที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับภาวะการฟื้นตัวที่ล่าช้า
การระบุถึงการค้าโลกอาจเป็นเหตุผลเชื่อมโยงตามกลไกเศรษฐกิจก็จริง แต่การเอ่ยถึงประเด็นนี้ในช่วงเวลานี้ ทำให้ไม่อาจอดคิดได้ว่า IMF มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่
เพราะการอ้างอิงถึงดุลการค้าโลกย่อมหมายถึงตลาดเกิดใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วล้วนแต่กำลังสะบักสะบอมจากวิกฤต จนระดับการค้าทรุดลงเพิ่งจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
การอ้างผลกระทบถึงตลาดเกิดใหม่ไม่สำคัญเท่ากับว่า แท้จริงแล้วดุลการค้าอาจเป็นความหมายแฝง เพราะแท้จริงแล้ว IMF อาจกำลังบอกเป็นนัยๆ ว่า ที่ดุลการค้ามีปัญหา เพราะค่าเงินของตลาดเกิดใหม่มีปัญหานั่นเอง
เพิ่งเข้าใจว่าการได้เปรียบดุลการค้ามีความเกี่ยวพันกับค่าเงินอย่างแนบแน่น หากค่าเงินอ่อน สินค้าการส่งออกจะมีศักยภาพในการขายสูงขึ้น แต่หากค่าเงินแข็งจะขายได้ยากขึ้น เพราะสินค้าจะแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว
IMF ยังระบุอย่างตรงไปตรงมาให้จีนปรับค่าเงิน มิใช่เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อตนเท่านั้นในระยะยาว แต่เพื่อเป็นตัวอย่างให้นานาประเทศในเอเชียได้ดำเนินรอยตาม เพื่อส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศแทนที่จะพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
หมายความว่า ไม่เฉพาะแต่จีนเท่านั้นแต่ยังรวมถึงอินเดียและตลาดเกิดใหม่อื่นๆ หรือแม้กระทั่งไทย จะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับค่าเงินของตน
“ตลาดเกิดใหม่ที่มีตัวเลขได้เปรียบดุลการค้าในระดับสูงจะต้องเพิ่มความพยายามในการปรับสมดุลการค้า มิใช่เพื่อผลประโยชน์ของเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง”
น่าสนใจก็คือ นิยาม “เศรษฐกิจโลก” ของ IMF อาจครอบคลุมเฉพาะ ยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐ อันเป็นตลาดการส่งออกสำคัญของจีนและตลาดเกิดใหม่ และล้วนแต่เป็นประเทศที่บอบช้ำกับภาวะขาดดุลการค้าและหนี้สาธารณะมูลค่ามหาศาล
ที่สำคัญก็คือเกิดกระแสหวาดวิตกว่า ในขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังกอบโกยมูลค่าการค้ามหาศาล ไม่เพียงแต่จะไม่ปรับดุลตามความต้องการของ “เศรษฐกิจโลก” เท่านั้น แต่จะยังใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากที่ประเด็นนี้เป็นที่กล่าวขวัญในวงกว้าง ก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีของ จี20 ที่เกาหลีใต้ระหว่างวันที่ 2123 ต.ค.นี้
คำถามสำคัญก็คือ แท้จริงแล้วการได้เปรียบดุลการค้าของตลาดเกิดใหม่ เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อเศรษฐกิจโลกกันแน่
หากใช้ตรรกะของประเทศตะวันตกและ IMF การได้เปรียบดุลการค้าของตลาดเกิดใหม่ จะยิ่งบั่นทอนแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหากใช้สหรัฐหรือยุโรป
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ IMF ก็ยังยอมรับว่าแท้จริงแล้วเศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยพลวัตรจากตลาดเกิดใหม่ ส่วนประเทศตะวันตกไม่เพียงหลุดพ้นจากฐานะแกนกลางหรือพลังขับเคลื่อนเท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาตลาดเกิดใหม่เสียด้วยซ้ำ
หากประเทศตะวันตกยิ่งใช้วาระซ่อนเร้นเพื่อดึงความเจริญก้าวหน้าของตลาดเกิดใหม่ ผลร้ายอาจเป็นตรงกันข้ามกับที่เตือนไว้ นั่นคือประเทศตะวันตกอาจฟื้นไม่ขึ้นเสียเอง เพราะจงใจที่จะขัดขวางพลวัตหลักของโลก
ไม่เพียงเท่านั้นสหรัฐยังอ้างไม่ขึ้นหากจะยกตัวเลขขาดดุลการค้าเป็นเหตุผลในการกดดันจีน และนานาประเทศ เพราะตัวเลขขาดดุลการค้าสหรัฐมีแนวโน้มปรับลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 5.52 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวเลขเดือน มิ.ย. ที่สูงถึง 6.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เปรียบเทียบกับจีนที่ได้เปรียบดุลการค้าลดลงมาอยู่ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ช่วงเดือน ส.ค. จาก 2.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเดือน ก.ค. ที่สำคัญก็คือเหตุผลที่ดุลการค้าของจีนลดลงมา เพราะจีนนำเข้าจากประเทศคู่ค้ามากขึ้น
ด้วยการนำเข้าจากจีนในปริมาณที่สูงขึ้นนี่เอง ที่สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของหลายๆ สำนักที่ยกให้จีนเป็นผู้กอบกู้เศรษฐกิจโลกผ่านการค้าที่ยังคึกคัก
ด้วยตรรกะนี้การได้เปรียบดุลการค้าโดยจีนและตลาดเกิดใหม่จึงเป็นคุณต่อเศรษฐกิจโลก
แต่ไม่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐ และ IMF เพราะยังไม่สมดังใจที่ตั้งไว้ นั่นคือยอมให้จีนปรับค่าเงินหยวน
อย่างไรก็ตาม เงินหยวนจะอ่อนค่าต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับท่าทีของ IMF สะท้อนความต้องการไม่สิ้นสุดของชาติตะวันตก และบัดนี้ได้ลุกลามมาถึงประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากจีน
ในช่วงเวลาที่หมิ่นเหม่ยิ่ง เพราะเอเชียกำลังเผชิญกับแนวโน้มอันตรายของการแข็งค่าของสกุลเงิน ซึ่งกระทบต่อการส่งออกโดยตรง อีกทั้งยังเป็นภาพสะท้อนของฝันร้ายวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 2540
อย่าลืมว่า IMF เป็นองค์กรที่ประเทศตะวันตกมีอิทธิพลแทรกแซงโดยตรง ดังที่ปรากฏชัดว่า สหรัฐมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้อำนวยการธนาคารโลก ส่วนยุโรปมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้อำนวยการ IMF
แม้ชาติตะวันตกจะยอมเพิ่มสิทธิและเสียงใน 2 องค์กรให้ประเทศกำลังพัฒนาตามเสียงเรียกร้อง แต่แล้วชาติตะวันตกยังลัดเลาะหาช่องทางในการสกัดฝ่ายตรงข้ามอย่างแนบเนียน ผ่านกระบอกเสียงของตน (IMF) ด้วยข้ออ้างทางการค้าแต่กระทบถึงการเงิน
จึงไม่แปลกใจที่ตลาดเกิดใหม่ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่ม จี20 จะเริ่มแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กลายๆ ด้วยการเผยท่าทีกีดกันทางการค้า จนเป็นที่กล่าวถึงอย่างหนาหูก่อนการประชุม จี20 ปลายเดือนนี้
หากแรงกดดันจากชาติตะวันตกไม่ลดลง มีโอกาสสูงที่ตลาดเกิดใหม่จะลงมือตอบโต้อย่างไม่รีรอเช่นกัน







