
สนช.แบ่งกลุ่มอาชีพสว.เหลือ 10 กลุ่ม
สนช.แบ่งกลุ่มอาชีพสว.เหลือ 10 กลุ่ม กรธ.ติงเสี่ยงฮั้วเลือกสว. ขาดความหลากหลาย ด้าน สมคิด โต้ แบ่งอย่างไรก็ฮั้วได้ แต่ใช้กลุ่มใหญ่10กลุ่มฮั้วยากกว่า
สนช.แบ่งกลุ่มอาชีพสว.เหลือ 10 กลุ่ม กรธ.ติงเสี่ยงฮั้วเลือกสว. ขาดความหลากหลาย ด้าน สมคิด โต้ แบ่งอย่างไรก็ฮั้วได้ แต่ใช้กลุ่มใหญ่10กลุ่มฮั้วยากกว่า
เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 166 ต่อ 35 คะแนน เห็นชอบกับมาตรา 11 แห่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบกอบรัฐธรรมนูญฯ ที่มีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเป็นผู้เสนอระหว่างการประชุม โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้กำหนดบทบัญญัติในมาตรา 11 ว่าให้วุฒิสภามาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่หลากหลายของสังคมในแต่ละกลุ่มจำนวน 10 กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่ 1 การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง ได้แก่ ผู้เคยเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 3 การศึกษา ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารสถานการศึกษา บุคคลากรทางการศึกษา และการสาธารณสุข ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นแพทย์ทุกประเภท เทคนิคการแพทย์สาธารณสุข พยาบาล เภสัชกร หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 4 อาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 5 พนักงาน ลูกจ้าง ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานรัฐ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 6 ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 7 ผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และผู้ประกอบกิจการอื่นๆ ผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบกิจการหรือพนักงานโรงแรม ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน
กลุ่มที่ 8 สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์
กลุ่มที่ 10 กลุ่มอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ก่อนการลงมติชี้ขาดในมาตรา 11 คณะกรรมาธิการวิสามัญฯในสัดส่วนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นำโดยนายอุดม รัฐอมฤต อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการแบ่งกลุ่มดังกล่าวว่าการที่กรธ.แบ่งกลุ่มวิชาชีพออกเป็น 20 กลุ่มเพราะต้องให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้วุฒิสภาประกอบไปด้วยบุคคลที่หลากหลาย ประกอบกับมาจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป อีกทั้งหากไปรวมกลุ่มวิชาชีพเข้าด้วยกันจนทำให้มีจำนวนกลุ่มน้อย จะส่งผลให้วุฒิสภาขาดความหลากหลาย
"การกระจายออกเป็นหลายกลุ่มมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแต่ละภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มสตรี ซึ่งเป็นเรื่องที่ประจักษ์ว่าโอกาสในทางการเมืองของผู้หญิงมีน้อย นอกจากนี้ กรธ.ได้คิดมาก่อนแล้วว่าการรวมกลุ่มเป็น 10 กลุ่มจะทำให้โอกาสของการสมยอมหรือฮั้วของผู้สมัครสว.มีมากกว่าการกระจายออกมาเป็น 20 กลุ่ม แม้การกระจายกลุ่มจะป้องกันไม่ได้ 100%แต่หวังว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้เข้ามาดูแลต่อไป" นายอุดม กล่าว
ขณะที่ นายสมคิด อภิปรายแย้งว่า สาเหตุที่กำหนดไว้ 10 กลุ่มมั่นใจว่ามีเหตุผล ถามว่าการแบ่งกลุ่มเป็น 20 กลุ่มรอบคอบแล้วหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่ายังไม่รอบคอบ เพราะมิเช่นนั้นคงไม่มีเสียงวิจารณ์ค่อนข้างมากของสนช.ในปัจจุบัน ทั้งนี้ การแบ่งกลุ่มเป็นจำนวนมากนั้นจะไม่สามารถหากลุ่มวิชาชีพทั้งหมดได้ในระดับอำเภอ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง
นายสมคิด กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯคิดไปตามเหตุและผล การกำหนดให้เป็น 10 กลุ่มน่าจะเป็นเรื่องดี ไม่ใช่ดีเพราะคำนวณคะแนนง่ายอย่างเดียว แต่การแบ่งเป็น 10 กลุ่มไม่ได้ตัดกลุ่มใดออกไปเลย เพราะทุกคนสามารถสมัครได้ตามกลุ่มจำนวน 10 กลุ่มได้อย่างแน่นอน
“ส่วนเรื่องการป้องกันการฮั้วได้หรือไม่นั้นคิดว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้สมัคร เช่น ถ้าเป็นกลุ่มเล็กๆมีกลุ่มละ 10 คน เขาล็อคได้ 6 คนก็ได้เสียงข้างมากแล้ว แต่ถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น มีคนสมัคร 30 คน จะได้เสียงข้างมากก็ต้องหาให้ได้ 16 คน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ คิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญเพราะไม่ว่าจะแบ่งอย่างไรการฮั้วก็เกิดขึ้นได้ แต่การแบ่งออกเป็น 10 กลุ่มนี้ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิมของกรธ.เป็นหลัก" นายสมคิด กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการอภิปรายมาตร 11 ประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนที่จะเข้าสู่มาตราอื่นๆต่อไป







