
ป.ป.ส.ร่วมทหาร-ตำรวจทำลายไร่ฝิ่นใน อ.ปาย
ป.ป.ส.ร่วมทหาร ตำรวจ ปกครอง ลงพื้นที่ตัดทำลายไร่ฝิ่น ใน อ.ปาย หลังมีผู้ลอบปลูกพื้นที่กว่า 1 ไร่
ป.ป.ส.ร่วมทหาร ตำรวจ ปกครอง ลงพื้นที่ตัดทำลายไร่ฝิ่น ใน อ.ปาย หลังมีผู้ลอบปลูกพื้นที่กว่า 1 ไร่
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) พร้อมด้วย พล.ต.จิตติวัศร์ ศรสุวรรณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการ กองบัญชาการเฉพาะกิจ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยเฉพาะกิจกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 นายประจวบ อาจารพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.พศวีร์ โชติเทียนชัยวัต รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 นายชลัยสิน โพธิเจริญ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นางทิพาพร ทัศนภักดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด และอดีตผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมติดตามผลการดำเนินการสำรวจและควบคุมพืชเสพติด พร้อมทั้งร่วมตัดฟันทำลายฝิ่นของกลุ่มผู้ที่ลักลอบปลูก พื้นที่กว่า 1 ไร่ ณ พื้นที่ตำบลโป่งสา อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
จากการสำรวจพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นในประเทศไทย โดยสำนักงาน ป.ป.ส. เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2522 ช่วงแรกเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากคมนาคมที่ไม่สะดวก รวมทั้ง ยังพบว่าผู้ลักลอบจะย้ายพื้นที่แปลงปลูกฝิ่นเสมอ สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้ให้สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด ดำเนินการสำรวจและติดตามสถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่น รวมทั้งประสานการตัดทำลายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพภาคที่ 3 กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 3 และศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดจังหวัด/อำเภอ ส่งผลให้การตัดทำลายฝิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับความเข้มงวดและจริงจังของมาตรการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ทำให้นายทุนและผู้ปลูกเกรงกลัว พื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นลดลงอย่างมาก โดยเปรียบเทียบจากห้วงปี 2545-2546 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 5,265.58 ไร่ และในปี 2559-2560 ลดลงมาเหลือเพียง 1,885.02 ไร่
ทั้งนี้แนวโน้มสถานการณ์การปลูกฝิ่นในปีนี้ พบว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นลดลงเนื่องจากสาเหตุสำคัญ ดังนี้ 1. สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ส่งผลทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นลดลง 2. ความเข้มงวดและจริงจังของการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น: หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น มีมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจริงจังในพื้นที่ปลูกหนาแน่น โดยมีการลาดตระเวนป้องปรามการปลูกฝิ่นในห้วงก่อนการเตรียมพื้นที่ปลูกและการประชาสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการทางจิตวิทยาเกี่ยวกับกฎหมาย/โทษของการปลูกฝิ่นและพืชเสพติดชนิดอื่น 3. ประสิทธิภาพของการตัดทำลายพื้นที่ปลูกฝิ่น ใช้กำลังพลมากดำเนินการตัดทำลายเพื่อให้มีประสิทธิภาพที่สุด 4. ความเข้มงวดจริงจังด้านการใช้มาตรการทางกฎหมาย 5.บทบาทของสื่อและการประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น: มีการประชาสัมพันธ์ และใช้สื่อเพื่อรณรงค์ถึงพิษภัยของฝิ่นและโทษตามกฎหมายโดยใช้ภาษาชนเผ่า ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานป้องปรามการปลูกฝิ่นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
6.การบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ : โครงการหลวง โดยโครงการขยายผลโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งเน้นมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตพื้นฐานและส่งเสริมอาชีพให้กับชาวเขาผู้ปลูกฝิ่น เพื่อให้ผู้ปลูกฝิ่นมีอาชีพสุจริตในการดำเนินชีวิต ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังมีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ รูปแบบของการปลูกนั้นมีทั้งปลูกเพื่อใช้เสพในครัวเรือนและเพื่อเป็นการค้าในพื้นที่โดยมีนายทุนคอยให้การสนับสนุน พื้นที่ปลูกจะมีขนาดแปลงเล็กลงแต่จะมีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณเดียวกันหลายแปลง แต่พื้นที่ปลูกจะอยู่ห่างไกลและกันดารยิ่งขึ้น เช่น บริเวณพื้นที่สูงใน อำเภออมก๋อย อำเภอแม่แตง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภออุ้มผาง อำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า จากการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่นในปีนี้ พบว่าลดลงจากปี 2560 มากกว่าร้อยละ 40 เนื่องจากความเข้มงวดและจริงจังของการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่นและด้านการใช้มาตรการทางกฎหมาย ประกอบกับสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวนส่งผลทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นลดลง เห็นได้จากผลการสำรวจทางอากาศและภาคพื้นที่ดินพื้นที่การลักลอบปลูกฝิ่นตั้งแต่กันยายน 2560 - มกราคม 2561 (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2561) พบมีการลักลอบปลูกฝิ่นโดยชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด 9 อำเภอ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น จำนวน 313 แปลง พื้นที่ 212.41 ไร่ จากจำนวนดังกล่าวได้ดำเนินการตัดทำลายไปแล้ว 210 แปลง 149.66 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 70.46 และยังคงเร่งดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่น และจัดทำแผนที่เป้าหมายร่วมกับหน่วยที่รับผิดชอบดำเนินการตัดทำลายอย่างต่อเนื่อง







