
บาทแข็ง29/เหรียญ
เงินบาทแข็งค่าทำลายสถิติหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ธปท.ยันไม่ซื้อเงินเหรียญสหรัฐตรึงค่าเงิน
เงินบาทแข็งค่าทำลายสถิติหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ธปท.ยันไม่ซื้อเงินเหรียญสหรัฐตรึงค่าเงิน
ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ปิดตลาดที่ระดับ 29.93/95 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการแข็งค่าในรอบ 13 ปี ครั้งใหม่
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่หลุดระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐนั้น เป็นการเคลื่อนไหวตามแนวโน้มตลาดและผลจากนักลงทุนคาดหวังว่าเงินบาทจะต้องแข็งค่าขึ้นอีก เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในระดับที่ดีต่อไปได้ การส่งออกก็ขยายตัวสูงถึง 20%
อัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะกำหนดการส่งออก แต่สำคัญมากกว่านั้นคือเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า หากดูอัตราแลกเปลี่ยนของสิงคโปร์ในขณะนี้ จะเห็นว่าแข็งค่ากลับไปอยู่ในระดับก่อนวิกฤตปี 2540 แล้ว แต่ภาวะดังกล่าวก็ไม่ได้บอกว่าสิงคโปร์เลวร้าย ฉะนั้น สิ่งที่อยากบอกคือ เศรษฐกิจไทยดีขึ้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เงินทุนจะไหลเข้ามา เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
“แต่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่า ธปท.ไม่ดูแลค่าเงินบาท เพราะการที่ระดับทุนสำรองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนตอนนี้แตะระดับ 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มันฟ้องอยู่แล้วว่าเรามีการเข้าดูแลแทรกแซงค่าเงินด้วยการเพิ่มความต้องการเงินเหรียญสหรัฐตลอด เช่นเดียวกับที่ธนาคารกลางหลายประเทศทำ แต่คงไม่ทำถึงขั้นเข้าไปรับซื้อเงินเหรียญสหรัฐที่มีเข้ามาจำนวนมากเพื่อตรึงค่าเงินไว้ในระดับที่ต้องการ เพราะแนวโน้มตลาดมันแพง จะไปทำให้ถูกก็คงยาก” นางอัจนา กล่าว
ล่าสุด ทุนสำรองระหว่างประเทศในวันที่ 24 ก.ย. อยู่ที่ระดับ 1.631 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 2.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.41 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากช่วงสิ้นปี 2552 ซึ่งทุนสำรองอยู่ที่ระดับ 1.384 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศเข้าเก็บในทุนสำรอง เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ทูตพาณิชย์ไทยที่ประจำอยู่ 76 แห่งทั่วโลกได้รายงานให้ทราบว่ามีความเป็นห่วงสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า รวมถึงสกุลเงินเอเชียที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 6% เพราะเกรงจะกระทบศักยภาพการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของตลาดหลักอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ยังทรงตัวต่อเนื่องในปี 2554
แนวทางการทำนโยบายของธปท.คือ ดูแลระดับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งการ
ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจก็อยู่ในระดับที่ดี แม้จะมีปัจจัยเรื่องการเมืองบ้าง แต่นักลงทุนก็เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยนำเงินเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง เพราะสภาพคล่องในปัจจุบันสูงไปทั่วโลก บวกกับการที่รัฐบาลในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักหรือ จี 3 ยังใช้วิธีอัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ และการคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำ 0% ต่อไปอีก มีผลให้นักลงทุนโยกเงินมาหาผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น
“อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวหนึ่งที่จะกำหนดภาคส่งออก แต่ตัวสำคัญมากกว่านั้นคือ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และหากดูอัตราแลกเปลี่ยนของสิงค์โปรตอนนี้ จะเห็นว่าแข็งค่ากลับไปอยู่ในระดับก่อนวิกฤตปี 2540 แล้ว แต่ภาวะดังกล่าวก็ไม่ได้บอกว่าสิงคโปร์เลวร้าย ฉะนั้น สิ่งที่อยากบอก คือ เศรษฐกิจเราดีขึ้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เงินทุนจะไหลเข้ามา เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่พูดแบนี้ไม่ใช่ว่าธปท.ไม่ดูแลค่าเงินบาท เพราะการที่ระดับทุนสำรองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนตอนนี้แตะระดับ 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มันฟ้องอยู่แล้ว ว่าเรามีการเข้าดูแลแทรกแซงค่าเงินด้วยการเพิ่มดีมานด์เงินเหรียญสหรัฐตลอด เช่นเดียวกับที่ธนาคารกลางหลายประเทศทำ แต่คงไม่ทำถึงขั้นเข้าไปรับซื้อเงินเหรียญสหรัฐที่มีเข้ามาจำนวนมากเพื่อตรึงค่าเงินไว้ในระดับที่ต้องการ เพราะแนวโน้มตลาดมันแพงจะไปทำให้ถูกก็คงอยาก”นางอัจนากล่าว
ทั้งนี้ ทุนสำรองระหว่างประเทศ ล่าสุด ในวันที่ 24 ก.ย.อยู่ที่ระดับ 1.631 แสนเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น ถึง 2.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 7.41 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากช่วงสิ้นปี 2552 ซึ่งทุนสำรองอยู่ที่ระดับ 1.384 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศเข้าเก็บในทุนสำรอง เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง
นางอัจนา เปิดเผยว่า ภาวะดังกล่าวสะท้อนได้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผลดึงดูดเงินทุนไหลเข้าค่อนข้างน้อย และถ้าดูจากผลการศึกษารายงานเงินทุนเคลื่อนย้ายในทั่วโลก ก็จะพบว่าส่วนต่างอัตราดอกจะมีผลต่อให้เกิดเงินทุนไหลเข้า ก็ต่อเมื่อค่าเงินของประเทศนั้นๆไม่ผันผวนหรือค่อนข้างนิ่งเท่านั้น และเมื่อเทียบอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับ 1.75 % กับอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับ 0% ซึ่งมีส่วนต่าง 1.75% แต่ทำไมเงินทุนจากประเทศเหล่านี้ไม่เลือกไหลไปที่ประเทศอื่นๆในภูมิภาค ที่ดอกเบี้ยสูงกว่าไทย เช่น อินโดนีเซียที่ดอกเบี้ยสูง10% กว่า หรืออินเดียที่ 10% แต่เลือกไหลเข้ามาที่ไทย
ในกรณีเช่นนี้ จึงมองว่าเงินทุนไหลเข้าน่าจะมีผลจาก ความคาดหวังของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่คาดว่าค่าเงินจะแข็งค่าขึ้นเร็วมากกว่า จะมองว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำ ส่วนกรณีของไทยเงินทุนไหลเข้าน่าจะมีปัจจัยจาก นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทย รวมถึงการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมาต่อเนื่อง บวกกับทิศทางดอกเบี้ยมีโอกาสสูงขึ้น
“สรุปแล้ว ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับประเทศอื่นที่เขาคงดอกเบี้ยต่ำไว้นั้น ไม่ใช่ปัจจัยที่จะนำมาตัดสินใจในการดำเนินนโยบาย ว่าดอกเบี้ยควรจะขึ้นหรือลด อย่างไรก็ตามผลจากการที่มีเงินไหลเข้ามามากส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นนั้น ก็น่าจะมีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อไม่สูงขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็อาจไม่ต้องปรับขึ้นก็ได้ ”นางอัจนากล่าว
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ทูตพาณิชย์ไทยที่ประจำอยู่ใน 76 แห่งทั่วโลกได้รายงานให้ทราบว่ามีความเป็นห่วงสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า รวมถึงสกุลเงินในเอเชียที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 6% เพราะเกรงว่าจะกระทบกับศักยภาพการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) ยังทรงตัวต่อเนื่องในปี 54







