posttoday
เนรมิต ‘เมืองหลวงหอยทาก’

เนรมิต ‘เมืองหลวงหอยทาก’

20 มกราคม 2561

ปัจจุบันเมือกหอยทากมีราคาสูงถึง 1,000 บาท/15 ซีซี โดยมียอดสั่งซื้อจากเกาหลีใต้แล้ว และมีหลายประเทศให้ความสนใจ

โดย ภาดนุ

 ปัจจุบันเมือกหอยทากมีราคาสูงถึง 1,000 บาท/15 ซีซี โดยมียอดสั่งซื้อจากเกาหลีใต้แล้ว และมีหลายประเทศให้ความสนใจ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องสำอางที่มาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ชิลี และไทย

 หอยทากนั้นมีลักษณะเด่น คือ มีการผลิตเมือกเพื่อคุมให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา ทำให้สายพันธุ์หอยทากต่างๆ สืบทอดมาได้อย่างยาวนานกว่า 280 ล้านปี ซึ่งประโยชน์ของหอยทากนั้นใช้ทั้งเพื่อบริโภค ถือเป็นอาหารหรูหราในฝรั่งเศส และใช้ประโยชน์จากเมือกของหอยทากสำหรับบำรุงความงามตั้งแต่อดีตกาล

 วันนี้เกษตรกรไทยกำลังตื่นตัวเรื่องการเลี้ยงและทำฟาร์มหอยทากกันอย่างแพร่หลาย โดยเป็นผลพวงที่เกิดจากการนำงานวิจัยที่เกี่ยวกับเมือกหอยทากของหน่วยงานวิจัยในสถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยต่างๆ ของไทยเองนำมาต่อยอดกับวิสาหกิจชุมชนและบริษัทเอกชนต่างๆ

 มาดูความฝันของการที่จะให้บางจังหวัดของไทยกลายเป็นเมืองหลวงหอยทากในการผลิตน้ำเมือกจากหอยทากสู่อุตสาหกรรมเวชสำอาง

เนรมิต ‘เมืองหลวงหอยทาก’

จุฬาฯ จุดเริ่มต้นฟาร์มหอยทากบูม!

 ย้อนหลังกลับไปในปี 2558 หรือเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เปิดตัว “หอยทากแห่งสยามและเมือกจากแมนเทิล ขุมทรัพย์อมตะแห่งความงามจากธรรมชาติ”  นำเสนอความหลากหลายของสายพันธุ์หอยทากและศักยภาพการใช้เมือกหอยทากสายพันธุ์ไทยในอุตสาหกรรมความงามสู่ตลาดโลก

 ภายใต้การค้นคว้าจากคณะผู้วิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดยมี ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธาน ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  และ นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรม และเลขาธิการคลัสเตอร์สุขภาพความงาม สภาอุตสาหกรรม

 ในครั้งนั้นจากการเผยแพร่ของจุฬาฯ ศ.นพ.ภิรมย์  ให้ข้อมูลว่าเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยที่ครบวงจร ตั้งแต่การตีพิมพ์ผลงาน จนถึงการเปิดบริษัทนวัตกรรมของ ศ.ดร.สมศักดิ์  ซึ่งศึกษาวิจัยในเรื่องหอยทากมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี จนดำรงตำแหน่งนายกสมาคมหอยนานาชาติ ติดต่อกัน 2 สมัย เป็นที่ยอมรับในวงการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของไทย และได้รับความไว้วางใจจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้จัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ” ขึ้นในจุฬาฯ

 ทางด้าน ศ.ดร.สุพจน์  คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการเปิดตัวโครงการหอยทากแห่งสยามว่า ถือเป็นความสำเร็จของการเดินตามยุทธศาสตร์วิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในการก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 2 โครงการนี้ได้สร้างต้นแบบของการวิจัยที่สามารถก้าวข้ามรอยต่อระหว่าง “วิจัยขึ้นหิ้ง” กับ “วิจัยขึ้นห้าง” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะเป็นความเชื่อมั่นที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

 ส่วน ศ.ดร.สมศักดิ์  หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ ผู้ศึกษาทำวิจัยเรื่องนี้ เปิดเผยว่า ลักษณะที่โดดเด่นของหอยทาก คือ การผลิตเมือกเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างอมตะ ทั้งเมือกจากหอยทากเพื่อให้ประโยชน์ในการเดินที่สง่างามในธรรมชาติ และเมือกจากแมนเทิลให้ผิวพรรณของหอยทากคงความชุ่มชื้นและงดงามมาหลายล้านปีตามการวิวัฒนาการ

 “แม้แต่เมือกที่ขับออกมาเพื่อป้องกันตัวจากศัตรูก็มีประโยชน์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้อารยธรรมโบราณตั้งแต่อาณาจักรโรมัน หรือ อียิปต์ ได้ใช้ประโยชน์จากหอยทากเพื่อการบริโภคและใช้ประโยชน์จากเมือกเพื่อความงาม แม้ปัจจุบันหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และชิลี เป็นต้น ได้ค้นพบความลับของเมือกหอยทากที่นอกจากจะมีสรรพคุณช่วยให้ผิวนุ่มนวล จนมีการเพาะเลี้ยงและนำสารสกัดจากเมือกหอยทากมาใช้เพื่อความงามแล้ว ยังมีการวิเคราะห์ทางเคมีที่พบสารประกอบที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านการอักเสบ โปรตีนและเปปไทด์ที่เป็นประโยชน์ด้านการบำรุงผิวพรรณอีกด้วย

 การวิเคราะห์เมือกหอยทากไทยชื่อว่า หอยนวล (Hemiplecta Distincta) พบว่าอุดมไปด้วยสารนานาชนิดที่มีประโยชน์มากมาย เหมาะต่อการซ่อมแซมและบำรุงผิว อาทิ อิลาสติน (Elastin) อัลลันโทอิน (Alantoin) กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) และสานแอนติออกซิแดนต์ (Anti-Oxidant) เป็นต้น จัดได้ว่าเป็นเมือกคุณภาพชั้นดีเยี่ยมที่สามารถนำมาต่อยอดพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมทางด้านเครื่องสำอางและธุรกิจความงาม ที่สำคัญและที่น่าภาคภูมิใจคือเป็นผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรชีวภาพของไทยเราเอง”

เนรมิต ‘เมืองหลวงหอยทาก’

 ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า จากการทำงานวิจัยพื้นฐานลงพื้นที่ในประเทศไทยเป็นเวลามากกว่า 20 ปี พบว่า ไทยมีความหลากหลายของสปีชีส์ของหอยทากบกสูงมาก ในระบบนิเวศที่หลากหลาย มีการค้นพบและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้วมากกว่า 600 ชนิด และคาดว่าน่าจะมีมากถึง 1,000-1,500 ชนิด เนื่องจากไทยมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางของป่าเขตร้อน สามารถพบหอยทากบกหลายประเภทที่มีความโดดเด่น เช่น หอยต้นไม้ที่มีสีสันสวย หอยทากจิ๋วที่มีรูปร่างหลากหลายและแปลกตา และหอยทากที่เป็นนักล่ามีลำตัวสีสดใส

 “แต่ละชนิดมีความสวยงามและโดดเด่นเรียกได้ว่าเป็น “อัญมณีแห่งพงไพร” ทั้งนี้การที่หอยทากมีความหลากหลายสูงนั้น เนื่องจากหอยทากกำเนิดในยุคแคมเบรียนราว 500 กว่าล้านปีที่ผ่านมา และมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจนมีชนิดพันธุ์เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงมหายุคเซโนโซอิค เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ขณะเดียวกันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการค้นพบหอยทากไทยที่เป็นชนิดใหม่ของโลกหลายชนิด อาทิ หอยมรกต (Amphidromus Classiarius) และหอยบุษราคัม (Amphidromus Principalis) หอยสองชนิดนี้ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีความหมายทั้งในเชิงวิชาการทางวิวัฒนาการและความงาม

 การค้นพบหอยทากไทยแล้วกว่าหลายร้อยชนิดนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีทรัพยากรหอยทากแห่งป่าเขตร้อนที่มีประสบการณ์รักษาผิวพรรณที่เป็นพลวัต หอยทากไทยถูกนำมาบริโภคเป็นอาหารได้ หอยทากไทยมีเมือกจากแมนเทิลที่อุดมไปด้วยสารที่ดูแลผิวหนังให้มีความงามอย่างยั่งยืน คนไทยทุกคนสามารถชื่นชมความงามนี้ได้จากทรัพยากรของเราเอง เป็นทรัพย์ในดินที่จะใช้สร้างอนาคตของลูกหลานได้อย่างยั่งยืนหากทุกคนเห็นความสำคัญและช่วยกันดูแล” ศ.ดร.สมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 ตามมาในปี 2559 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดฟาร์มหอยทากเชิงนิเวศแห่งแรกของเอเชีย (Siam Snail Eco Farm) ถนนร่วมพัฒนา เขตหนองจอก กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฟาร์มเลี้ยงหอยทากกึ่งธรรมชาติแห่งนี้ถือเป็นแห่งแรกของเอเชีย เน้นการเพาะเลี้ยงหอยทากสายพันธุ์สยาม โชว์ความหลากหลายของสายพันธุ์หอยทาก และพัฒนาการใช้เมือกหอยทากสายพันธุ์ไทยในอุตสาหกรรมความงามสู่ตลาดโลก ภายใต้การค้นคว้าจากทีมนักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 หอยทากในไทยซึ่งอยู่ในเขตร้อนมีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า หากเทียบกับหอยทากในเขตหนาว โดยเฉพาะหอยทากนวล นิยมนำเมือกมาใช้เพื่อเสริมความงาม ซึ่งหอกทาก 1 ตัวสามารถผลิตเมือกได้ประมาณ 2-3 ซีซี และในอีก 2-3 วัน ก็สามารถเก็บเมือกได้อีกครั้ง จึงก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงหอยทากกึ่งธรรมชาติขึ้น เพื่องานวิจัยเชิงพาณิชย์ และยังเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับเยาวชน

เลี้ยงหอยทากอาช่า วิสาหกิจชุมชนแบบยั่งยืน

 ในรายงานการวิจัย เรื่อง “ผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัยจากเมือกหอยทากสายพันธุ์อาช่า (Achatina Fulica)” ของ สิทธิพงศ์ สรเดช ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันในวงการอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง มีการใช้ “เมือกหอยทาก” เป็นส่วนประกอบสำคัญและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  และถือเป็นจุดขายสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อในท้องตลาด

 “เมือกหอยทาก” (Snail  Filtrate) เป็นสารคัดหลั่งของหอยทากที่ผลิตมาเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการปกป้องผิวของหอยทากทั้งในขณะเคลื่อนที่และพื้นผิวที่สัมผัสกับอากาศตลอดเวลา

 หน้าที่สำคัญของเมือกหอยทากนี้จะปกป้องส่วนที่สัมผัสพื้นดินในเวลาเคลื่อนที่ ลดแรงเสียดทานเหมือนเป็นการปูพรมขณะเดิน ที่สำคัญเมือกที่ผลิตออกมายังช่วยสมานแผลบนเนื้อเยื่อของมันเองที่เกิด การขูดขีดเสียดสีกับพื้นผิวขรุขระ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเปลือกของหอยทากได้รับความเสียหายแตกออก หอยทากจะใช้น้ำเมือกในส่วนของแมนเทิล (Mantle) ที่อยู่ในชั้นถัดจากฝากระดองหอย ซึ่งถือเป็นเมือกหอยทากส่วนที่ดีที่สุดมาช่วยซ่อมแซมและสร้างเปลือกใหม่ให้ตัวเอง แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการฟื้นฟูของเมือกหอยทากอย่างน่าอัศจรรย์

 จากการวิจัยองค์ประกอบน้ำเมือกหอยทาก พบว่ามีทั้งส่วนที่ทำหน้าที่เป็นกาวเหนียวเพื่อให้ขาและตัวหอยได้ยึดเกาะแน่นเมื่อคลานหรือไต่ไปตามที่สูงชัน และองค์ประกอบอีกส่วนที่ไม่มีคุณสมบัติเป็นกาว น้ำเมือกที่หลั่งจากส่วนหางจะประกอบด้วยน้ำ 95% มีคุณสมบัติเป็นสารหล่อลื่นและปกป้องโดยเคลือบตัวหอยทากเพื่อไม่ให้บาดเจ็บในทุกพื้นผิว องค์ประกอบส่วนที่เป็นกาวเหนียวเมื่อนำมาวิจัยพบว่าประกอบไปด้วยโปรตีนชนิด “Glue Proteins” ที่เข้มข้น ซึ่งโปรตีนชนิดนี้นับว่าสำคัญในการใช้ประโยชน์ทางการรักษาในปัจจุบัน

 สารสำคัญในเมือกหอยทากประกอบไปด้วยอัลลันโทอินทำหน้าที่สนับสนุนและเร่งการแบ่งเซลล์ และช่วยสมานแผลได้ดี  คอลลาเจน  อิลาสติน และสารปฏิชีวนะธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ทุกชนิด นอกจากนี้ยังพบสารไกลโคลิกแอซิดเป็นสารสำคัญในเมือกหอยทากที่สามารถแทรกซึมเข้าชั้นผิวหนังได้ดี ตลอดจนเร่งการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิวหนัง

เนรมิต ‘เมืองหลวงหอยทาก’

 ใช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา มีการแนะนำหอยทากยักษ์สายพันธุ์อาช่า (Achatina Fulica) ซึ่งพบมากในพื้นที่ชุ่มชื้น เช่น จ.นครนายก และเกิดการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผลิตผลทางการเกษตร ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท  

 ดังนั้น เพื่อควบคุมการแพร่พันธุ์และจำนวนหอยทากและส่งเสริมอาชีพชุมชน พัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  จ.นครนายก ได้จัดตั้ง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงหอยทากอาช่านครนายก” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงหอยทากอาช่า

 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  ร่วมกับบริษัท เอเดนไทยอินเตอร์เนชั่นแนล  พัฒนา “ผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัยจากเมือกหอยทากสายพันธุ์อาช่า” เพื่อเพิ่มรายได้และใช้ประโยชน์จากหอยทากที่มีมากในเขต จ.นครนายก สำหรับการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และส่งออกต่างประเทศ

 จากความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และสภาพอากาศใน จ.นครนายก ทำให้มีหอยทากยักษ์อาช่าแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและกัดกินพืชผลทางการเกษตรสร้างความเสียหายในวงกว้าง ฉะนั้นเพื่อควบคุมจำนวนหอยทากและใช้ประโยชน์จากการเก็บเมือก (Snail Filtrate) ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นในการบำรุงผิวพรรณ คนในพื้นที่จึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

 ด้วยการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงหอยทากอาช่าขึ้น โดยการสนับสนุนของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ วว. ในการวิจัยและพัฒนาเซรั่มเมือกหอยทาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพในชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน

 เรื่องนี้ ผู้อำนวยการธวัชชัย มณีมาตร รองประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงหอยทากอาช่า จ.นครนายก เผยว่า การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) บริษัท เอเดนอินเตอร์เนชั่นแนลฯ และเกษตรกร 80 กว่าคน ได้รวมกลุ่มกันเพื่อเลี้ยงหอยทากอาช่า โดยจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนครนายกขึ้นมา เพื่อนัดประชุม อบรม แลกเปลี่ยนความรู้ในการเลี้ยงหอยทาก และพัฒนาไปสู่การผลิตเซรั่มเมือกหอยหากอาช่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตั้งแต่หลักหมื่นบาทขึ้นไป โดยเลี้ยงในฟาร์มเล็กๆ ที่ต่อเติมขึ้นหลังบ้านของตัวเอง พร้อมทั้งดูแลความเป็นอยู่ ให้อาหารหอยทากโดยใช้ผักปลอดสารเคมี เช่น แตงกวา ตำลึง และถั่วงอกที่ปลูกกันเอง

เนรมิต ‘เมืองหลวงหอยทาก’

 ดังนั้น เมือกหอยทากที่เก็บได้จึงเป็นเมือกที่ปลอดสารพิษ หรือเป็นเมือกออร์แกนิกก็ว่าได้ ที่สำคัญยังใช้ต้นทุนน้อยและทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนมีอาชีพเสริมที่ช่วยสร้างรายได้ให้อย่างดี

 “วิธีการเลี้ยงก็คือนำหอยทากอาช่ามารวบรวมไว้ แล้วทำความสะอาดโดยน้ำ ต่อด้วยการให้หอยทากกินทิชชู่ (ไร้สารเคมี) ที่จุ่มน้ำจนชุ่ม เมื่อหอยทากถ่ายมูลออกมา ตัวหอยก็จะสะอาด จากนั้นจึงนำไปเลี้ยงในฟาร์มกางมุ้ง และให้ผักปลอดสารเป็นอาหาร และจะนำหอยทากมาเก็บเมือกเพียงเดือนละ 1 ครั้ง โดยค่อยๆ สเปรย์น้ำไปที่ตัวหอยทากเพื่อให้มันปล่อยเมือกออกมา จากนั้นจึงเก็บรวบรวมเมือกลงขวดไว้อีกที

 สิ่งสำคัญคือหอยทากชอบอยู่ในที่ชื้นๆ แต่ต้องไม่แฉะ อาจเลี้ยงโดยใช้ท่อซีเมนต์ให้เป็นที่อยู่อาศัยของมันโดยควบคุมความชื้นให้เหมาะสม ก่อนทำฟาร์มเลี้ยงหอยทาก เกษตรกรจะต้องได้รับการอบรมก่อน สิ่งที่อาจรบกวนหอยทากได้ก็คือ มดและแมลงหวี่ ล่าสุดยังไม่พบโรคระบาดในหอยทากแต่อย่างใด หอยทากแต่ละตัวจะมีอายุขัยราว 5 ปี และสามารถเก็บเมือกได้ 4 ปีเต็ม”

 ส่วน วรนัน ภัทรธุวานัน ประธานกรรมการ บริษัท เอเดนอินเตอร์เนชั่นแนลฯ ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าวอินทรีย์ ส่งออกน้ำผึ้ง บอกว่า ความคิดในเรื่องการทำฟาร์มเลี้ยงหอยทากอาช่า เกิดจากความคิดที่อยากให้ผู้สูงอายุและคนในพื้นที่ได้มีรายได้เสริมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ผู้ที่จะทำฟาร์มเลี้ยงหอยทากจะต้องเข้าอบรมและผ่านการตรวจวัดมาตรฐานของสภาพฟาร์มเสียก่อน

 “ก่อนเริ่มโครงการ บริษัท เอเดนฯ ได้ร่วมมือพัฒนาสูตรเซรั่มเมือกหอยทากกับ วว. โดยทดลองอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งได้สูตร Acha Snail Serum ซึ่งผ่านการทดสอบในเรื่องการแพ้มาเรียบร้อยแล้ว และเมื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ตอนนี้เราได้ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ทาง FB/IG : acha_thai และทาง Line : @achathai โดยเน้นขายในไทย รวมทั้งส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ด้วย เพื่อต้องการให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนสำหรับคนในชุมชน จ.นครนายก และคนในประเทศไทยต่อไป”

ผลักดัน ‘นครนายก’ เป็นเมืองหลวงของหอยทาก

 นครนายกเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นครั้งล่าสุดโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งจ.สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร และนครนายก พุทธศักราช 2489 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 2489 ด้านอุตุนิยมวิทยาจัดอยู่ในภาคตะวันออก

 จังหวัดนี้ตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 14 องศาเหนือ และลองจิจูดที่ 101 องศาตะวันออก มีระยะทางจากจากกรุงเทพมหานครตามถนนรังสิต-นครนายก (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305) ผ่าน อ.องครักษ์ ถึง จ.นครนายก ระยะทาง 105 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 2,122 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,326,250 ไร่

 นครนายกเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และสภาพภูมิอากาศ ทำให้มีหอยทากยักษ์แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว และกัดกินพืชผลทางการเกษตร สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

 ดร.ประดิษฐ์ ยมานันท์ นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตพลเมืองและอดีต ผวจ.นครนายก กล่าวว่า ความมหัศจรรย์ของโครงการนี้ก็คือ เราคิดที่จะแปรเปลี่ยนหอยทากอาช่า จากศัตรูพืชอันดับ 1 ให้กลายมาเป็นมิตรที่สร้างมูลค่าให้เราได้

 “ตอนที่ผมได้คุยเรื่องทำธุรกิจเกี่ยวกับข้าวอินทรีย์ จึงคิดต่อยอดธุรกิจจากงานวิจัยเมือกหอยทากของ วว.ขึ้นมา โดยจะทำเป็นผลิตภัณฑ์เมือกหอยทากอาช่า เพราะมองว่าธุรกิจเครื่องสำอางในปัจจุบันมีมูลค่าสูง รวมๆ แล้วเป็นหลักแสนล้านบาท เราจึงเริ่มต้นธุรกิจที่เกิดจากการสร้างงานด้านวิสาหกิจชุมชน และวางเซรั่มเมือกหอยทากเป็นเวชสำอาง หรือเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติช่วยรักษา ประกอบกับคุณสมบัติทางชีวภาพของหอยทากเอง ที่มีประสิทธิภาพเป็นสารธรรมชาติที่ช่วยชะลอวัย นี่จึงเป็นที่มาของการส่งเสริมการเลี้ยงหอยทากอาช่าในปัจจุบัน”

เนรมิต ‘เมืองหลวงหอยทาก’

 ปัจจุบันราคาการรับซื้อเมือกหอยทากมี 3 เกรด คือ เกรดเอ ราคา 1.5 หมื่นบาท/ลิตร เกรดบี ที่ 1.2 หมื่นบาท และเกรดซี 9,000-1 หมื่นบาท เลี้ยงหอยทากราว 3,000 ตัว สร้างรายได้ประมาณ 1.5-3 หมื่นบาท/เดือน ถ้าได้เมือกที่มีคุณภาพเฉลี่ยการรีดเมือกหอยทากได้ราคา 10 บาท/ตัว ต่อการรีดหนึ่งครั้ง ซึ่งระยะเวลาในการรีดเดือนละครั้ง

 “ก่อนรีดเราต้องทำความสะอาดให้ดี เก็บเข้าห้องฟรีซ ไม่ให้มีจุลินทรีย์จากภายนอกเข้าไป เพื่อให้มันปลอดเชื้อ ทางเอเดนต้องไปสกัดเอาน้ำออก เขาจะแจ้งว่าเหลือเท่าไหร่คำนวณมาเป็นเงิน ผมว่าการเลี้ยงหอยทาก มีรายได้กลับมารวดเร็ว คุ้มทุนเร็ว ไม่เสี่ยง”

 จุดมุ่งหมายหลักของการเลี้ยงหอยทาก คือ การสร้างรายได้ให้กลับมาสู่ประชาชน หรือเกษตรกรในชุมชนจริงๆ และความฝันของ ดร.ประดิษฐ์ ก็คืออยากให้ จ.นครนายก เป็น "เมืองหลวงของหอยทาก"

 "เพราะเป็นสิ่งที่เรามีในธรรมชาติเยอะมาก สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนให้ผู้ที่มีรายได้น้อยเลี้ยงหอยทากกัน เพื่อนำไปสู่การผลิตเซรั่มเมือกหอยทากอาช่า ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของคนไทย แบรนด์สินค้าไทย ที่เจ้าของเป็นคนไทย ที่ทุกคนควรส่งเสริมอาชีพเหล่านี้ให้ยั่งยืนต่อไป” 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท