
บึ้มบางบัวทอง! ถีงแดงนปช. กระเทือนทั้งขบวน
ไม่ทันที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติต่ออายุ พ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็เกิดเหตุระเบิดช็อกประเทศที่สมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ไม่ทันที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติต่ออายุ พ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็เกิดเหตุระเบิดช็อกประเทศที่สมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ไม่ทันที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติต่ออายุ พ.ร.ก. ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็เกิดเหตุระเบิดช็อกประเทศที่สมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เหตุบึ้มครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตถึง 4 คน ส่วนอาคารบ้านเรือนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็มีสภาพไม่ต่างอะไรจากซากปรักหักพังที่อยู่ในสนามรบ
ที่สำคัญระเบิดที่นำมาใช้ก่อเหตุก็มีขนาดถึง 10 กิโลกรัม เป็นผลให้เกิดพลานุภาพการทำลายล้างสูงกว่าทุกเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
หากมองตามตรรกะเรื่องพื้นที่สัญลักษณ์ทางการเมืองแล้ว “บางบัวทอง” ย่อมถูกให้ความสำคัญในมิตินี้น้อยกว่าถ้าเทียบกับพื้นที่อย่างราชประสงค์หรือคิง เพาเวอร์ ซึ่งทั้งสองสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ไปนั้นทำให้พออนุมานได้ว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าบทบาทของราชประสงค์และคิง เพาเวอร์ที่ผ่านมาสะท้อนถึงความหมายในทางการเมืองขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่างานด้านข่าวของรัฐบาลได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอีกครั้งหลังจากปล่อยให้มีการลักลอบนำอาวุธร้ายแรงเข้ามาในพื้นที่ที่ถูกควบคุมด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ จึงไม่ต่างอะไรกับการตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่ เพราะหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้หน่วยงานความมั่นคงยังไม่ได้แสดงถึงประสิทธิภาพในการจับตัวผู้บงการตัวจริงมาลงโทษตามกฎหมายได้
ดังนั้น ถ้าปล่อยให้เสียงระเบิดเกิดถี่มากขึ้น ย่อมหมายความว่ารัฐบาลจะต้องถูกตั้งคำถามจากประชาชนอย่างมากเกี่ยวกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมในเรื่องความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
ถึงกระนั้นใช่ว่าเสียงระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นภาระของฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเพียงอย่างเดียว
แต่เหตุบึ้มครั้งนี้ยังท้าทายถึงความชอบธรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย
เพราะจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการยืนยันจาก พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ว่า บุคคลที่เข้าพักห้อง 202 อาคารสมานเมตตาแมนชั่น ซึ่งเป็นห้องที่เกิดเหตุระเบิด คือ นายสมัย วงศ์สุวรรณ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 168 หมู่ 12 ต.บ้านแหวน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ได้เข้าพักในแมนชันดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับเพื่อนและภรรยา จากการสอบสวนพยานแวดล้อมพบว่าก่อนเกิดเหตุสามีภรรยาคู่นี้ได้นำถุงกระสอบจำนวน3 กระสอบ เข้าไปในห้องพัก ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นดังกล่าว
“จากการตรวจสอบคาดว่าจะเป็นระเบิดทีเอ็นที 10 กิโลกรัม เเต่สาเหตุน่าจะเกิดจากความผิดพลาดของการประกอบระเบิด ที่เกิดเหตุพบเเบตเตอรี่ 12 โวลต์ เเละสายไฟจำนวนหนึ่ง เครื่องวัดมัลติมิเตอร์ ชิ้นส่วนถังน้ำยาเเอร์ เเผงวงจรต่อเวลา เเละถังดับเพลิง ซึ่งวัตถุพยานทั้งหมดนี้สามารถเชื่อมโยงได้ใน 3 คดี คือ ที่หน้าโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยา ที่ลานจอดรถกระทรวงสาธารณสุข ลานจอดรถห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เเต่ 3 พื้นที่ดังกล่าวสามารถเก็บกู้ระเบิดได้” พล.ต.อ.วิเชียร ระบุ
การสืบสวนยังพบว่านายสมัยถูกดำเนินคดีปาระเบิดที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2552 ซึ่งขณะนี้หลบหนีในชั้นพนักงานอัยการ และยังพบว่านายสมัยเคยมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่แยกราชประสงค์ เมื่อเดือน เม.ย.พ.ค. โดยเป็นการ์ด นปช.
ขณะเดียวกัน เมื่อขยายผลสืบสวนไปยังภูมิลำเนาของนายสมัยก็ได้รับคำตอบจากนางบัวคำ เมืองมา อายุ 44 ปี ภรรยานายสมัยว่า นายสมัยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กลุ่มเรารักทักษิณ หรือกลุ่ม นปช. นายสมัยจะไปร่วมกิจกรรมด้วยทุกครั้ง และเมื่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯ นายสมัยถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่แก้ม ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณแยกคอกวัว
เพียงแค่จากผลการสอบสวนของตำรวจและการให้ข้อมูลของคนใกล้ชิดนายสมัย ก็เป็นภาระที่ทำให้กลุ่มเสื้อแดงต้องชี้แจงต่อสังคมพอสมควร เพราะเป็นการแสดงให้เห็นแล้วในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นมีกลุ่มพวกนิยมความรุนแรงอยู่ ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มาจากความรุนแรงไม่ใช่แนวทางสันติวิธี สวนทางกับท่าทีของแกนนำ นปช.ก่อนหน้านี้อย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้บอกเสมอว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกกรณี
“ขอประณามคนร้ายที่ลอบวางระเบิดไม่ว่าเป็นพวกไหนเกี่ยวข้องกับใคร เพราะการวางระเบิดถือว่าเป็นการสร้างปัญหาให้กับประเทศ และเมื่อมีการระเบิดทุกครั้งต้องวิเคราะห์ว่าใครได้ประโยชน์ เพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่เสื้อแดง และยังถูกใส่ร้ายว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง”
ด้านหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเพียงคนเสื้อแดงเท่านั้นที่นิยมความรุนแรง แต่ปัญหากลับไม่ได้อยู่ตรงนี้เพราะในระยะยาวการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะถูกจับจ้องจากสังคมด้วยว่าจะมีกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถควบคุมตัวได้จะเข้ามาสร้างสถานการณ์อะไรอีกหรือไม่
ยิ่งปล่อยนานไปรังจะเป็นแผลที่กัดกินความชอบธรรมของกลุ่ม นปช.ลงไปทีละเล็กทีละน้อย โอกาสที่จะกลับมาสร้างเงื่อนไขเพื่อเคลื่อนไหวหรือแสดงท่าทีต่อต้านรัฐบาลก็จะเป็นไปอย่างยากลำบากขึ้น โดยความลำบากที่สุดจะตกไปอยู่ที่กลุ่มเสื้อแดงสายพิราบ เช่น กลุ่ม บก.ลายจุด ที่กำลังมีกิจกรรมเคลื่อนไหวกันคึกคัก เป็นต้น เพราะจะถูกมองด้วยความสงสัยว่าจะมีพวกหัวรุนแรงเข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวหรือไม่
ไม่เพียงเท่านี้ เสียงระเบิดที่ดังขึ้นยังจะสะเทือนไปถึงพรรคเพื่อไทยด้วยไม่มากก็น้อยในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมาโดยตลอด
ฉะนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์สำคัญของคนเสื้อแดงที่ต้องชี้แจงกับสาธารณชน ก่อนที่ความชอบธรรมในทางการเมืองจะหมดลงไปพร้อมกับเศษซากของอาคารที่เสียหาย







