
ผ่าตัด 'ค่าหมอ ขรก.'อยู่ที่ฝีมือรัฐบาล
ปัญหางบประมาณด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่บานปลายมากขึ้นทุกปี กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายการตัดสินใจทางนโยบายของรัฐบาล
ปัญหางบประมาณด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่บานปลายมากขึ้นทุกปี กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายการตัดสินใจทางนโยบายของรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปัญหางบประมาณด้านสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่บานปลายมากขึ้นทุกปี กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายการตัดสินใจทางนโยบายของรัฐบาล
เนื่องเพราะรายจ่ายที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระเพิ่มในแต่ละปีนั้นเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ปีงบประมาณ 2550 แค่ 3.7 หมื่นล้านบาท พอถึงปีงบประมาณ 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 7 หมื่นล้านบาท
ปีงบประมาณ 2553 รัฐบาลตั้งงบไว้ 5.8หมื่นล้านบาท มีการประเมินว่ายอดน่าจะทะลุ 6 หมื่นล้านบาท
ปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลตั้งงบไว้ 6.1หมื่นล้านบาท แต่มีการประเมินว่าน่าจะสูงกว่านี้แน่นอน
ปริมาณรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแบบนี้ ย่อมมีเหตุและผลอย่างเพียงพอที่รัฐบาลจะตัดสินใจทำทุกวิถีทางที่จะต้องปรับให้ลดลง
ประเด็นคือจะใช้วิธีอะไรมาดำเนินการแล้วทำให้ข้าราชการที่เป็นแขนขาของรัฐบาลเห็นพ้องในยุครัฐบาลขิงแก่ ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาแนวทางในการปฏิรูประบบรักษาพยาบาลของข้าราชการ
นายอัมมาร สยามวาลา เสนอวิธีการกำกับดูแลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการว่า ควรนำระบบการออมเพื่อสุขภาพ “เมดิเซฟ” มาใช้กับข้าราชการร่วม 4 ล้านคน เพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาลปีละกว่า 67 หมื่นล้านบาท
วิธีการจะคิดจากค่าเหมาหัวที่รัฐบาลจัดสรรให้ข้าราชการกว่า 4 ล้านคน ก็จะตกคนละ 1.2หมื่นบาทต่อหัวต่อปี จึงน่าจะนำเงินส่วนนี้มอบให้ข้าราชการแล้วนำเข้ากองทุนเพื่อให้ข้าราชการไปซื้อหลักประกันสุขภาพเอง แล้วเงินส่วนที่เหลือก็เก็บออมไว้เหมือนสิงคโปร์
แต่เนื่องจากเงินเดือนของข้าราชการน้อยมาก จึงควรกำหนดให้ข้าราชการออมเงินไว้ โดยรัฐบาลต้องแถมให้อีกเดือนละ 1,000 บาท เพื่อใช้เป็นเงินออม แต่จะไม่ได้เป็นเงินสด จะโอนเข้าบัญชีเงินออมไว้ให้แต่ละคนเพื่อใช้สำหรับประกันสุขภาพ
ข้อดีคือ ทุกคนจะรู้สึกว่าเงินส่วนนี้เป็นของตัวเอง ก็จะเริ่มคิดว่าควรเริ่มเก็บไว้ใช้ในอนาคตเพื่อลดค่าใช้จ่าย
ข้อเสียคือ รัฐบาลมีต้นทุนสูงมาก เพราะต้องจ่ายเงินเพิ่มแก่ข้าราชการแต่ละปี และต้องพิจารณาถึงภาระที่ข้าราชการต้องรับผิดชอบด้านสุขภาพแก่บิดามารดา ภรรยาและบุตรด้วย แต่นโยบายนี้ก็ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก รัฐบาลขิงแก่ไม่กล้านำมาใช้
พอถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ต้องการให้ควบคุมรายจ่ายส่วนนี้
แต่ดูเหมือนจะเป็นมาตรการที่วิ่งไล่เงา เพราะในขณะที่นโยบายจะควบคุมค่าใช้จ่าย แต่วิธีการนั้นดูเหมือนจะเปิดทางให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น
เพราะกรมบัญชีกลางได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลใหม่ โดยขยายสิทธิการรับเงินสวัสดิการในการรับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนด้วย จากเดิมที่กำหนดให้ข้าราชการและสมาชิกในครอบครัวเข้ารับการรักษาได้เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิตที่สามารถใช้บริการในโรงพยาบาลเอกชนได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเชิญให้โรงพยาบาลเอกชน 160 แห่งเข้าร่วมโครงการนี้
กรมบัญชีกลางดูเหมือนจะรู้ว่าอาจจะเกิดรูรั่วตรงนี้ได้ จึงเดินหน้าหาช่องผลักภาระค่ารักษาพยาบาลข้าราชการให้บริษัทประกันเหมาจ่าย เพื่อควบคุมค่าหมอไม่ให้เกินปีละ 6 หมื่นล้านบาท
การที่นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ออกมาเปิดเผยว่าจะหารือกับนายมั่น พัธโนทัย รมช.คลัง เพื่อหารือแนวทางจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพข้าราชการ เพื่อให้สามารถควบคุมรายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลในแต่ละปีให้รัดกุมมากขึ้น เนื่องจากค่ายาและอุปกรณ์ที่ใช้การรักษามีราคาแพงขึ้น เมื่อจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพข้าราชการขึ้นมาแล้วก็ทำได้ 2 แนวทาง
หนึ่ง คือ มอบหมายให้มีหน่วยงานเข้ามาบริหารควบคุมการเบิกจ่ายให้อยู่ในวงเงินที่กำหนด
สอง คือ การว่าจ้างบริษัทประกันให้เข้ามาดูแล โดยกระทรวงการคลังจะจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันที่แน่นอนในแต่ละปีว่าเป็นจำนวนเท่าไร
ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลต่างๆ ที่ข้าราชการได้รับอยู่ในปัจจุบันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือน้อยกว่าปัจจุบัน
วิธีนี้เป็นการโยนความเสี่ยงไปยังบริษัทประกันให้ดูแลข้าราชการ โดยใช้วิธีการประเมินความเสี่ยงแบบเหมาหัว
วิธีนี้กรมบัญชีกลางประเมินว่าน่าจะประหยัดงบได้มาก เพราะข้อมูลจากการสุ่มตรวจพบว่าในแต่ละปีจะมีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายาของข้าราชการและครอบครัวนั้น พบว่ามีการเบิกจ่ายจากค่ายาถึง 80% ของการรักษาพยาบาล
ผู้ป่วย 60% จะเป็นข้าราชการผู้เกษียณอายุ ส่วนอีก 40% เป็นของข้าราชการ ภรรยาและลูกที่ยังทำงานอยู่
ดังนั้น หากเปิดให้บริษัทประกันเข้ามาประมูลความเสี่ยงย่อมทำให้สามารถควบคุมรายจ่ายได้ เพราะสามารถกำหนดเงื่อนไขว่าใครเสนอน้อยกว่าและให้สิทธิในการรักษาพยาบาลเท่าเดิม คุณภาพการรักษาดีก็ได้สิทธินั้นไป
เชื่อว่าบรรดาบริษัทประกันย่อมกระโจนเข้าใส่เค้กก้อนนี้แน่นอน เพียงแต่ต้องกำกับอัตราส่วนการเพิ่มของค่าหมอค่ายา เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในแต่ละปี และควบคุมการรั่วไหลเพราะการทุจริตของข้าราชการร่วมกับบริษัทประกัน
นโยบายแบบนี้ดีตั้งแต่ต้น เพราะในกระบวนการปฏิรูประบบการบริหารต้นทุน การควบคุมรายจ่ายนั้น ไม่มีวิธีไหนดีกว่าการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันราคาและแข่งขันด้านบริการกัน
แต่ต้องไม่ปล่อยให้สถานพยาบาลมาเป็นผู้กำหนดกติกา ค่าการรักษาพยาบาล รวมถึงอัตราการเพิ่มของค่าหมอ เหมือนกองทุนประกันสังคมที่คนเป็นสมาชิกต่างตกอยู่ในห้วงทุกข์ระทม เมื่อแนวทางดีก็อยู่ที่วิธีการและการตัดสินใจทางนโยบาย
รัฐบาลอภิสิทธิ์จะกล้าตัดสินใจหรือไม่เท่านั้น







