posttoday
คนเปลี่ยน ประเทศเปลี่ยน

คนเปลี่ยน ประเทศเปลี่ยน

06 ตุลาคม 2553

.....พลเดช ปั่นประทีป

สังคมไทยมีการถกเถียงกันในเชิงหลักคิดการพัฒนาประเทศมานานว่า คนหรือระบบสำคัญกว่ากัน โดยต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลที่หนักแน่นมาหักล้างกัน แต่ก็ไม่มีใครชนะ เพราะทั้งคนและระบบล้วนแยกกันไม่ออก และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเทศะ

แต่จากบทเรียนการปฏิรูปหลายขบวนที่ผ่านมาในอดีตพบว่า เรามักโน้มเอียงที่จะมุ่งออกกฎหมายใหม่หรือปรับแก้กฎหมายเดิมเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง กลไก หรือระบบ โดยละเลยการปรับจิตสำนึกและวิธีคิดของคนไทย จึงทำให้ขบวนปฏิรูปส่วนใหญ่ล้มเหลวหรือไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ในช่วงการเปลี่ยนผ่านประเทศคราวนี้เราคงหวังการเปลี่ยนโครงสร้าง กลไก หรือระบบ อะไรไม่ได้มากนักในเงื่อนไขที่เรามีรัฐบาลและรัฐสภาอย่างที่เป็นอยู่ ผมจึงเห็นว่าครั้งนี้เราควรเน้นที่การเปลี่ยนคนไทยและสังคมไทยเป็นสำคัญ

มีประเด็นจิตสำนึกและวิธีคิดรูปธรรม 4 ประการที่ควรรณรงค์ให้บังเกิดผล งานนี้ต้องการสื่อมวลชนและศิลปินทุกแขนงมาช่วยกันขับเคลื่อนครับ

จิตสำนึกการปกครองโดยตนเอง

ปัญหาระบบอุปถัมภ์พึ่งพา เป็นเรื่องใหญ่ที่ติดมากับวัฒนธรรมวิถีชีวิตคนไทย แม้ระบบการปกครองจะเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่จิตสำนึกแบบไพร่ทาส หรือแบบราษฎรในปกครองยังคงฝังอยู่อย่างหนาแน่นในหมู่ประชาชน ขณะเดียวกันข้าราชการ นักการเมือง และชนชั้นผู้นำก็วางตัวเป็นเจ้านายยุคใหม่

จิตสำนึกการปกครองโดยตนเอง (Self Governing) หมายถึง จิตสำนึกในการเป็นนายชะตาของตนเอง เป็นผู้กำหนดใจของตนเอง และพึ่งตนเอง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพตามอุดมคติของระบอบประชาธิปไตย

จิตสำนึกการปกครองโดยตนเองเมื่อเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนจะทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบในทุกระดับมีลักษณะเชิงรุก และเข้มข้นมากกว่าจะเป็นเพียงรูปแบบพิธีกรรม อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

จิตสำนึกรังเกียจคอร์รัปชัน

ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องใหญ่เหมือนมะเร็งร้ายที่เกาะกินประเทศจนยากต่อการแก้ไข คอร์รัปชัน เป็นปัจจัยสาเหตุสำคัญของความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำที่ดำรงอยู่ งบประมาณแผ่นดินอันเป็นสมบัติหรือทุนสำรองของสาธารณะต้องถูกแย่งชิงเบียดบังไปเป็นของส่วนตัวของข้าราชการ นักการเมือง และชนชั้นผู้ปกครอง แทนที่จะยังประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีสัญญาณว่าสังคมไทยอยู่ในสภาพที่หมดหวังและมีความโน้มเอียงที่จะยอมจำนนต่อปัญหาคอร์รัปชันแล้ว

จิตสำนึกรังเกียจคอร์รัปชัน (Anticorruption) หมายถึง ทัศนคติและอารมณ์ความรู้สึกที่ปฏิเสธคอร์รัปชันทุกรูปแบบ รังเกียจอย่างเข้ากระดูกดำ ไม่อดทน ไม่นิ่งเฉย ไม่ยอมจำนน ไม่สมคบคิด ไม่สนับสนุนต่อพฤติการณ์คอร์รัปชัน รวมทั้งความพร้อมในการแสดงปฏิกิริยารังเกียจ ต่อต้านประจาน ไม่คบค้าสมาคมกับใครก็ตามที่คอร์รัปชัน

จิตสำนึกปฏิเสธความรุนแรง

ปัญหาความรุนแรงในหมู่คนไทยมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ในที่ทำงาน ในชุมชนท้องถิ่น ระดับชาติและระหว่างประเทศ กระแสโลกาภิวัตน์และบริโภคนิยมที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้คนไทยและสังคมไทยที่เคยอยู่อย่างสงบสบายด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงเกิดสภาพความสับสน เครียด และมีความอดทนต่อกันน้อยลง นำมาสู่พฤติกรรมการเอาแต่ใจตนเอง เรียกร้องกดดันคนอื่น และชอบใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา

จิตสำนึกปฏิเสธความรุนแรง (Nonviolence) หมายถึงค่านิยมและทัศนคติที่ยอมรับและเคารพความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และการแสดงออก ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เคารพกฎหมายและกติกาสังคม ไม่ใช้ความรุนแรงไม่ว่ารูปแบบใดในการตัดสินปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน

ประชาชนที่มีจิตสำนึกปฏิเสธความรุนแรงจะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ ส่วนข้าราชการนักการเมืองและผู้มีอำนาจหน้าที่เมื่อมีจิตสำนึกปฏิเสธความรุนแรงจะมีความอดทนอดกลั้นในการจัดการปัญหาความขัดแย้งทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือระหว่างประชาชนกับรัฐ

จิตสำนึกความเป็นธรรมทางสังคม

ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคมและความยากจนเป็นเรื่องเรื้อรังที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามจะแก้ไขแต่ก็ยังไม่สำเร็จ คนไทยมีจินตนาการและจิตสำนึกความเป็นธรรมทางสังคมที่แตกต่างกัน ชนชั้นสูง/ผู้ปกครองและประชาชนผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากยังถือเป็นเรื่องของบุญกรรมหรือวาสนาส่วนบุคคล ชนชั้นกลางบางส่วนคิดถึงความเท่าเทียมกันแบบลัทธิเฉลี่ยสัมบูรณ์

จิตสำนึกความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) หมายถึง จุดยืนและจิตสำนึกที่เล็งเห็นความเหลื่อมล้ำและมุ่งที่จะ “ถม” ช่องว่างดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นในสังคม กล่าวคือ สำหรับผู้ที่เกิดมามีน้อยหรือด้อยโอกาส กฎหมายและสังคมจะต้องให้เขามาก ลัทธิแข่งขันเสรีอย่างสุดโต่งและการเฉลี่ยสัมบูรณ์ไม่ใช่หลักการของความเป็นธรรมทางสังคม

ประชาชนที่มีจิตสำนึกความเป็นธรรมทางสังคมจะปกป้องสิทธิความเป็นมนุษย์ของตนและเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ส่วนผู้ปกครองและชนชั้นสูงที่มีจิตสำนึกความเป็นธรรมทางสังคมจะมีจิตใจให้บริการและห่วงใยกลุ่มประชาชนผู้ยากลำบาก

สำหรับตุลาการ นักกฎหมาย และผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายจะใช้ดุลยพินิจการตีความตามเจตนารมณ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อความเป็นธรรม แทนที่การตีความตามตัวอักษรหรือศรีธนญชัยโดยไม่สนใจว่าจะไป “ถ่าง” ความเหลื่อมล้ำให้ยิ่งเลวร้าย

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน