
3 เสาหลักเศรษฐกิจไทย ต้องแกร่งต้านทานการเมือง
นานมากแล้วที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหน่วยงานดูแลเศรษฐกิจสำคัญพร้อมๆ กันถึง 3 แห่ง คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
นานมากแล้วที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหน่วยงานดูแลเศรษฐกิจสำคัญพร้อมๆ กันถึง 3 แห่ง คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
...ทีมข่าวการเงิน
นานมากแล้วที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหน่วยงานดูแลเศรษฐกิจสำคัญพร้อมๆ กันถึง 3 แห่ง คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ทั้ง 3 หน่วยงานถือเป็นเสาหลักในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงการคลังมีหน้าที่ดูแลนโยบายการคลัง เป็นกระเป๋าเงินของประเทศ ที่จะจัดเก็บภาษีและจ่ายเงินงบประมาณออกไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทางด้าน ธปท.มีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงิน ดอกเบี้ย ค่าเงินบาท รักษาสมดุลระหว่างเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ยว่าจะให้ไปในทิศทางใด
ส่วน สศช.นั้นมีหน้าที่จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะกำหนดทิศทางว่าเศรษฐกิจไทยจะไปในทิศทางใด นอกจากนี้ยังได้รับการสั่งการจากคณะรัฐมนตรีให้กลั่นกรองแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ว่าคุ้มค่าการลงทุน หรือสมควรที่จะลงทุนหรือไม่
และทั้ง 3 หน่วยงานสำคัญที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจนั้นจะเก็บตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ และจะมีการเปิดเผยต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อส่งสัญญาณให้เอกชนรู้ว่าเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเป็นอย่างไร
การเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 3 หน่วยงานจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เริ่มที่กระทรวงการคลัง ได้เปิดหน้าใหม่ปีงบประมาณ 2554 ในปีนี้มีการเปลี่ยนผู้นำ 3 เสาหลักเศรษฐกิจไทย ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลังค้ำจุ้นเศรษฐกิจกิจไทย ด้วยบทบาทหน้าที่ 3 หน่วยงานหลัก มีหน้าที่บทบาทสำคัญของประเทศ คือ กระทรวงการคลัง รับผิดชอบดูเรื่องรายได้ โดยเฉพาะ เป็นหน่วยจัดหารายได้ กระเป๋าเงินให้กับรัฐบาล ดูหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ระบบภาษี กรมบัญชีกลาง และอีกด้านหนึ่งดูรายจ่ายของประเทศ เช่นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง
หน่วยงานสำคัญอย่างกระทรวงการคลัง ได้ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)หรือ แบงก์ชาติ มีบทบาทหน้าที่ดูแลเรื่องนโยบายการเงิน ดูแลเรื่องดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนดูแลธนาคารพาณิชย์ ส่วนและสภาพัฒน์ มีหน้าที่รับผิดชอบดูเรื่องนโยบายการลงทุนเป็นหลัก เวลาที่รัฐบาลจะลงทุน สภาพัฒน์ต้องเป็นคนอนุมัติโครงการ ซึ่งจะทำแผนพัฒนาประเทศทุก 5 ปี
การเปลี่ยนแปลงผู้นำ3 เสาหลักเศรษฐกิจเป็นที่จับตามมอง น่าสนใจ ผู้กุมนโยบายการเงินการคลังและการกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศ
เสาแรกกระทรวงการคลัง ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังจึงเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก เพราะถือเป็นพ่อบ้านที่จะต้องเป็นคนจัดสรรทรัพยากรที่มีให้กับหน่วยงานทุกกระทรวงนำไปพัฒนาประเทศไทย เพราะคนที่จะขึ้นมาได้นั้นนอกจากจะมีความรู้ความสามารถแล้ว ยังต้องมีคอนเนกชันทางการเมืองด้วยที่ และแล้วนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม มานั่งเป็นปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่
นายอารีพงศ์ อายุ 53 ปี มีดีกรีจบปริญญาเอกโททางด้านการเงิน ถือว่ามีประสบการณ์ด้านการทำงานที่หลากหลาย โดยที่ผ่านมาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในหน่วยงานกรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานเชื่อมโยงกับภาครัฐวิสาหกิจโดยตรง
รวมทั้งได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากกรมสรรพสามิต ที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี ซึ่งถือว่าเป็นภาระหลักที่กระทรวงการคลังต้องดำเนินการ นอกจากนี้ นายอารีพงศ์ยังเป็นที่ยอมรับทั้งคนภายในกระทรวง และกระทรวงอื่นๆ ด้วย
การก้าวมารับตำแหน่งปลัดคลังของอารีพงศ์ต้องรับบทหนัก ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังเพิ่งเซ็นสัญญาเอ็มโอยูกับสำนักงบประมาณเพื่อที่จะดูแลเรื่องบริหารการคลังให้เข้าสู่สมดุลภายใน 5 ปี และต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์แต่ละหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลังในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อทำให้การเงินการคลังของไทยมีความเข้มแข็ง
การทำให้การคลังสมดุลคือรายรับต้องสัมพันธ์กับรายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายแม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่แรงกดดันจากเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) และองค์การการค้าโลก หรือดับเบิลยูทีโอ เป็นแรงกดดันให้การเก็บภาษีไม่ได้มากเหมือนเดิม
อีกทั้งนโยบายรัฐสวัสดิการของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีแผนใช้เงินอย่างชัดเจนว่าปีหนึ่งๆ จะใช้เงินเท่าไหร่ กระทรวงการคลังจะต้องหารายได้มาให้รัฐบาลใช้อย่าได้ขาดมือ
ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หัวใจหลักการกำหนดนโยบายการเงิน ได้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.
นายประสารเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล และได้กลับมาทำงานที่ ธปท. ก่อนที่จะลาออกไปเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตำแหน่งสุดท้ายคือกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย
ด้วยชื่อชั้นและผลงานนั้นการันตีได้ว่านายประสารเป็นคนที่โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่มีการเมืองหนุนหลัง ไม่มีใครกังขาในด้านความแน่นด้านวิชาการและการรักษากฎของนายประสาร
แต่คนในแวดวงการเงินยังกังขากับประสบการณ์ที่จะรับมือกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างหนักที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ การเปิดเสรีทางการเงินและอีกหลายๆ ด้าน ที่ต้องการความเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหา และภาวะผู้นำจะต้องโดดเด่น ซึ่งเรื่องนี้จะต้องใช้เวลาให้คนใน ธปท. ที่ถือว่าเป็นนักวิชาการชั้นหัวกะทิของประเทศยอมรับในบารมี
ส่วนหน่วยงานสุดท้ายที่จะดูแลเศรษฐกิจคือ สศช.นั้น ได้คนในอย่างด้วยประสบการณ์ที่เคยทำงานกับธปท.มาก่อนและผ่านงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทยและ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และจบปริญญาเอก บริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีทั้งประสบการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน น่าจะรับมือการบริหารนโยบายการเงินที่จะเชื่อมโยงตลาดทุน กับตลาดเงินได้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. คนใหม่ รองเลขาธิการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา
นายอาคม มีอายุตอนนี้ 54 ปี เป็นคนที่มีบทบาทนำเศรษฐกิจในอนาคต บทบาทสำคัญของเขาก็คือจะต้องจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่แผน 11 ที่จะเน้นอนาคตประเทศไทยที่อยู่อย่างมีความสุขและพอเพียง
เดิม สศช.มีบทบาทนำฝ่ายการเมือง การคิดนโยบายของรัฐบาล การกำหนดโครงการลงทุนต่างๆ สศช.จะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด แต่ในบางช่วง สศช.ถูกการเมืองแทรก มาถึงปัจจุบันเมื่อฝ่ายการเมืองแข็ง และกล้าที่จะคิด กล้าที่จะตัดสินใจทำ อาจทำให้ สศช.ต้องยอมสยบอยู่ภายใต้ฝ่ายการเมือง จนบางครั้งได้เกิดกระแสข่าวว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจถูกนักการเมืองเข้ามาชี้นำทำให้ตัวเลขดีเกินจริงไปได้ จนทำให้ภาพลักษณ์ของ สศช.ตกต่ำไปช่วงหนึ่ง
นายอาคมจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถที่จะนำพา สศช.ให้หลุดพ้นจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้หรือไม่ การเป็น การนำพาสภาพัฒน์ให้ยังคงมีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ และเป็นหลักยึดของประเทศ ที่สำคัญการผลักดันการวางแผนที่ถูกทิศถูกทาง และนำแผนไปปฎิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกล้าที่จะปฏิเสธนักการเมืองที่จะนำพา สศช.ออกนอกลู่นอกทาง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
การเปลี่ยนแปลง 3 ผู้บริหารเสาหลักเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาดูว่าจะแข็งแรงพอที่จะสลัดการเมืองออกไปจากการตัดสินใจทางด้านนโยบายได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงว่า ทั้ง 3 คนนั้นถูกแต่งตั้งโดยฝ่ายการเมือง การจะปฏิเสธไม่โอนอ่อนตามการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่พูดได้แต่ทำได้ยาก
การบริหารนักการเมืองของผู้นำทั้ง 3 เสาหลักเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะบางเรื่องหากเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าขัด ยอมหักไม่ยอมงอ เพราะนักการเมืองนั้นมาแล้วก็ไปแต่ข้าราชการยังจะต้องทำงานอยู่ต่อไปจนเกษียณอายุราชการ และเป็นเกียรติภูมิของตระกูลด้วย
ฉะนั้นจากนี้ไปต้องจับตาดูการบริหารงานของผู้นำ 3 เสาหลักของเศรษฐกิจว่าจะแข็งแกร่งในหลักการหรือเป็นเสาหลักปักเลน โอนไปเอนมาตามการเมือง
ตำแหน่งนั้นมาพร้อมความรับผิดชอบ หากผู้นำทั้ง 3 คนไม่แข็งแกร่งพอ ก็น่าเป็นห่วงประเทศชาติ ที่จะถอยหลังเข้าคลองจนประเทศคู่แข่งแซงหน้ากันไปหมดแล้ว







