
เครื่องหมายการค้า : ยี่ห้อ
.....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เครื่องหมายการค้าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา จริงๆ แล้วอาจจะปนเปอยู่กับชีวิตประจำวันของเราจนแยกไม่ออกเสียด้วยซ้ำ หลายๆ คนที่ต้องใช้ของ
“แบรนด์เนม” นั่นก็เป็นเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อที่เขาใช้เวลาสร้างสมมานาน มีการโฆษณารักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐานสม่ำเสมอจนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักมากๆ นั้นมีมูลค่าสูงมาก มีการประเมินมูลค่าของยี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้า โดยดูจากว่ายี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้านั้นทำเงินให้กับบริษัทเท่าไรในอนาคต มีการวิเคราะห์จากเอกสารการเงินของบริษัท คุณภาพ ปริมาณ เป็นต้น ดังตัวอย่างการประเมิน 10 อันดับแรกของสินค้าที่เครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อมีมูลค่าสูงที่สุดในปี 2553 ของอินเตอร์แบรนด์ ได้แก่1.CocaCola 70,452 ล้านเหรียญสหรัฐ
2.IBM 64,727 ล้านเหรียญสหรัฐ
3.Microsoft 60,895 ล้านเหรียญสหรัฐ
4.Google 43,557 ล้านเหรียญสหรัฐ
5.GE 42,808 ล้านเหรียญสหรัฐ
6.McDonald
’s 33,578 ล้านเหรียญสหรัฐ7.Intel 32,015 ล้านเหรียญสหรัฐ
8.Nokia 29,495 ล้านเหรียญสหรัฐ
9.Disney 28,731 ล้านเหรียญสหรัฐ
10.HewlettPackard (HP) 26,867 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ หรือแบรนด์ มีมูลค่ามหาศาล แต่เครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ หรือแบรนด์นี้ ไม่ใช่ชื่อหรือเครื่องหมายของบริษัท การจดทะเบียนก็ต้องจดต่างหากแยกจากกัน บางท่านยังเข้าใจว่าจดทะเบียนบริษัทแล้วมีตราของบริษัทแล้ว นั่นก็คือยี่ห้อหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ หากจะใช้ตราของบริษัทเป็นเครื่องหมายการค้าด้วยก็ต้องไปยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอีกต่างหาก ซึ่งหน่วยงานที่รับจดจะแยกออกไปต่างหากจากกัน และการจดก็เป็นพระราชบัญญัติคนละฉบับ ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์แตกต่างกันไปจากตราของบริษัท เมื่อมาดูเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าอาจจะจดไม่ได้ก็ได้ และโดยทั่วๆ ไปเขาก็ไม่นิยมกัน ยกเว้นคนที่ไม่ทราบ และดำเนินงานบริษัทไปแล้วเป็นปีๆ โดยไม่มีเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการแยกต่างหาก
สำหรับประเทศไทยมีการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อภายใต้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับ 2) พ.ศ. 2543 ดังได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้ว โดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ให้ความหมายของคำว่า
“เครื่องหมายการค้า” ไว้ว่า เครื่องหมายการค้า หมายความว่า เครื่องหมาย ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อคำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่าง หรือรูปทรงของวัตถุ หรือสิ่งเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า เครื่องหมายการค้าที่ใช้หรือจะใช้เป็นเครื่องหมาย หรือเกี่ยวกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น แตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น BlackBerry กับ iPhone, ปราดา กับ หลุยส์ วิตตอง, คาร์ฟูร์ กับ โลตัส หรือเซ็นทรัล กับ อิเซตัน เป็นต้นจากพระราชบัญญัติตรงนี้แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้ามีวัตถุประสงค์ในการแยกความแตกต่างของสินค้าหรือบริการ ให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าเห็นและจดจำเพื่อจะสามารถเลือกซื้อในสิ่งที่ต้องการได้ นอกจากนี้การที่ผู้เขียนยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตมาด้วย ก็เพื่อให้เห็นว่าการจดเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการนั้นอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติเดียวกัน รวมไปถึงเครื่องหมายร่วม เครื่องหมายรับรอง และอื่นๆ อีกจิปาถะ แต่ถ้าถามว่าทำไมไม่รวมกันไว้ในที่แห่งเดียวกันทั้งจดทะเบียนบริษัทเครื่องหมายค้า จะได้เป็น OneStopService ผู้เขียนก็ขอให้ความเห็นส่วนตัวว่าเป็นเพราะกฎหมายที่ถือเป็นคนละฉบับ เงื่อนไขการพิจารณาว่าจดได้หรือไม่ก็ต่างกัน ปริมาณงานของทั้งสองเรื่องหากนำมารวมกันก็คงมากมาย จนหากรวมอยู่ในหน่วยงานเดียวจะทำให้ล่าช้าได้ เพราะอันที่จริงเรื่องนี้ก็อยู่ในหน่วยงานเดียวกันมาก่อน แต่เมื่อเศรษฐกิจและการค้าขยายตัวมากขึ้น มีความเจริญเติบโตมากขึ้น ปริมาณงานก็เพิ่มขึ้นตามตัว จึงต้องมีการแยกหน่วยงานออกมา
และในกรณีเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ รวมไปถึงเครื่องหมายการค้าบริการนี้จะได้รับการคุ้มครองก็คือเมื่อมีการจดทะเบียนแล้วเท่านั้น เจ้าของเครื่องหมายการค้าจะเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ ส่วนเครื่องหมายการค้าใดนายทะเบียนเขาจะรับจดให้หรือไม่ ต้องขึ้นกับว่ามีลักษณะสำคัญ 3 อย่างนี้หรือไม่
(1) เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ
แค่ข้อ (1) นี้ ท่านผู้อ่านอ่านแล้วก็คงงงงันกันไปเป็นแถวว่าอะไรคือ
“ลักษณะบ่งเฉพาะ” อันนี้ก็เป็นภาษากฎหมาย แต่ถ้าแปลง่ายๆ ให้พอเข้าใจกันก็คือ เป็นลักษณะอะไรที่มีความเด่นชัด เห็นปุ๊บก็เข้าใจได้ง่ายๆ เช่น ชื่อคนอย่าง หลุยส์ วิตตอง หรือแม่ประนอม รูปเจ้าจำปีของการบินไทย สีและชื่อของร้านสะดวกซื้อ 7Eleven เป็นต้น ที่สำคัญก็คือจะต้องไม่พรรณนาตัวสินค้า เช่น เครื่องหมายการค้า Blue Diamond ไม่ได้ใช้กับเครื่องประดับ แต่ใช้กับถั่ว เครื่องหมาย P ใช้กับรองเท้า แต่ถ้าใช้คำว่า Crunchy กับขนมกรุบกรอบนั้นไม่ได้ เพราะเป็นเครื่องหมายเชิงพรรณนาถึงคุณสมบัติของขนมว่ากรุบกรอบ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้คนไทยเรามักจะเจอปัญหากันมาก เพราะเวลาคิดตั้งยี่ห้อของตัวเอง มักจะคิดถึงตัวหรือคุณสมบัติของสินค้า พอมายื่นขอจด ผลก็คือจดไม่ได้(2) เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า เช่น ต้องไม่เป็นธงชาติของประเทศไทย ไม่เป็นตราแผ่นดิน หรือตราประจำทบวง กรมต่างๆ เป็นต้น
(3) ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เพราะอาจเป็นการลอกเลียนแบบ หรืออาศัยชื่อเสียงของเครื่องหมายการค้าที่เขามีอยู่แล้ว ทำให้ผู้บริโภคสับสนหลงผิดได้ หรืออาจเป็นการลวงขายได้
ทั้งนี้ เครื่องหมายการค้าไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ชื่อ ตัวอักษร สี กลุ่มสี รูปภาพ ฯลฯ แต่จะเป็นรูปร่างทรงสามมิติก็ได้ เช่น ขวดโคคาโคลา ซึ่งใครเห็นก็จะทราบ และมีลักษณะต่างจากรูปทรงขวดของเป๊ปซี่ หรือตัวตุ๊กตาใหญ่ๆ ที่ยืนอยู่หน้าร้าน KFC ที่ใครมองไปเห็นก็จะทราบทันที ทั้งด้วยสีและลักษณะของตุ๊กตา เป็นต้น
ผู้เขียนคงไม่ลงไปในรายละเอียดในเรื่องของเครื่องหมายการค้า ซึ่งที่จริงยังมีอีกมาก รวมถึงข้อยกเว้นต่างๆ ด้วย เพียงแต่จะโยงไปให้เห็นชัดเจนขึ้นว่าพิธีสารแมดดริคนั้นเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ และผลประโยชน์ของเราอย่างไร







