posttoday
เศรษฐกิจโลก ยุคดอกเบี้ย 0%

เศรษฐกิจโลก ยุคดอกเบี้ย 0%

06 ตุลาคม 2553

ในช่วงทศวรรษที่ 80 มีกระแสคาดการณ์ในวงกว้างว่า ญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นมาแทนที่สหรัฐในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก ซึ่งประจวบเหมาะกับในช่วงเวลานั้นสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน

ในช่วงทศวรรษที่ 80 มีกระแสคาดการณ์ในวงกว้างว่า ญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นมาแทนที่สหรัฐในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก ซึ่งประจวบเหมาะกับในช่วงเวลานั้นสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ


เศรษฐกิจโลก ยุคดอกเบี้ย 0%

ในช่วงทศวรรษที่ 80 มีกระแสคาดการณ์ในวงกว้างว่า ญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นมาแทนที่สหรัฐในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก ซึ่งประจวบเหมาะกับในช่วงเวลานั้นสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน

ส่วนญี่ปุ่นมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างน่าประทับใจ ในอัตราเฉลี่ย 4% และขยับขึ้นมาถึง 5.5% ในทศวรรษที่ 90 แซงหน้าทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป ส่วนจีนในขณะนั้นยังเพิ่งเริ่มตั้งไข่

แต่แล้ว เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2000 ญี่ปุ่นกลับทรุดลงอย่างกะทันหัน ทั้งจากภาวะฟองสบู่ และภาวะการออมในระดับสูงมากในภาคการบริโภคและภาคธุรกิจ ยังผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องปรับกระบวนกะทันหันด้วยการกดดอกเบี้ยให้ต่ำสุดขีดที่ 0% จากที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยกะทันหันเช่นกันเพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่

นับจากวันนั้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกอยู่ในอาการง่อยเปลี้ยเสียขา จนกระทั่งเสียตำแหน่งมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ให้กับจีนในที่สุด

วันนี้ทศวรรษที่สาบสูญ หรือ Lost Decade กำลังคืบคลานเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจญี่ปุ่นอีกครั้ง และทศวรรษอันมืดมนนี้มีหมายหลักเป็นสัญลักษณ์สำคัญ คืออัตราดอกเบี้ยต่ำสุดขีด แต่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจไม่ใช้จ่าย ยังผลให้เศรษฐกิจชะงักงัน

เป็นภาพสะท้อนที่คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับยุคก่อน เพียงแต่ญี่ปุ่นมิได้ประสบกับภาวะฟองสบู่ดังเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว หากแต่เพิ่งฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาหมาดๆ

สัญญาณอันตรายเผยตัวขึ้นอีกครั้ง เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0% พร้อมย้ำว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้จนกว่าระดับราคาในตลาดจะมีเสถียรภาพ หลังจากที่ดัชนีราคาผู้บริโภคทิ้งตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน บ่งชี้ถึงภาวะเงินฝืดอย่างชัดเจน

ถ้อยแถลงของ BOJ เกือบจะเป็นคำเดียวกับเมื่อช่วงก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะสลัดหลุดจากภาวะเงินฝืด เมื่อราวปี 2551 ซึ่งหลังจากที่จมปลักในภาวะดังกล่าวมานานนับสิบปี ก่อนที่จะพบกับหายนะทางเศรษฐกิจเดียวกันอีกครั้งในอีก 3 ปีถัดมา

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นกำลังเกิดขึ้นซ้ำรอยกับออสเตรเลีย สหภาพยุโรป สหรัฐ หรือแม้กระทั่งจีน ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความจำเป็นเดียวกัน

วันนี้ นโยบายอัตราดอกเบี้ย 0% หรือ Zero Interest Rate Policy (ZIRP) กำลังกลายเป็นกระแสใหม่ในกลุ่มประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก ที่กำลังบอบช้ำไม่สร่างจากวิกฤตซ้ำซ้อน

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1% ต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นับเป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกันที่ ECB ตรึงดอกเบี้ยในระดับนี้ ด้วยความคาดหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจของยุโรปฟื้นตัวอย่างเต็มที่ยิ่งกว่านี้ โดยปรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 1.4-1.8% จากเดิมที่ 0.7-1.3% โดยอ้างอิงการปรับเปลี่ยนจากความเคลื่อนไหวช่วงไตรมาส 2 ที่คึกคักเกินคาด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน มี.ค. ปี 2552 ซึ่งเป็นครั้งแรกๆ ที่ ECB ตัดสินใจดึงดอกเบี้ยให้ต่ำลง (ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน) ครั้งนั้น ECB แย้มว่า พร้อมที่จะใช้มาตรการเพิ่มเติมนอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยเพื่อเสริมสภาพคล่อง

แต่แล้ว ECB ไม่สามารถเสริมสภาพคล่องด้วยมาตรการอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยุโรปเริ่มแสดงสัญญาณของวิกฤตหนี้สาธารณะ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังทุลักทุเล อัตราดอกเบี้ยจึงหดตัวลงจนกระทั่งตรึงอยู่ที่ 1% ในที่สุด

หากการบริโภคในยุโรปชะลอตัวหรือขยายตัวอย่างไม่สอดคล้องกันในแต่ละประเทศ โอกาสที่ดอกเบี้ยจะถูกหั่นให้เหลือต่ำกว่า 1% ก็มีอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงหลังจากรัฐบาลใช้นโยบายขึ้นภาษีและลดเงินเดือนเพื่อชะลอวิกฤตหนี้

นอกเหนือจากยุโรป ขณะนี้มหาอำนาจเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลชี้นำความเป็นไปของโลกล้วนแต่ตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำสุดขีด หากไม่ค้างอย่างหม่นเหม่ที่ 1% ก็ล้วนแต่ปล่อยให้ทิ้งตัวลงต่ำกว่า 1% หรืออยู่ใน 0.00% ลงไปทั้งสิ้น ยกเว้นจีนที่ยังสูงถึง 5.31%

ไล่เรียงมาตั้งแต่อังกฤษที่ 0.5% ตรึงในระดับนี้ค้างไว้ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 หรือจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์ที่ 0.25% สวีเดน 0.25% แคนาดา 1.00% และฮ่องกง 0.5% หรืออาจกล่าวได้ว่า กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 หรือ จี7 มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยติดดินทุกประเทศ

ที่ต้องจับตาคือแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐที่เริ่มเฉียด 0% เข้าไปทุกที โดยล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังตรึงไว้ที่ 0.25% ด้วยสภาพการณ์ที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่แม้จะมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับลงมาเหลือ 0% แต่หากสถานการณ์ไม่เลวร้ายถึงที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐจะไม่งัดมาตรการนี้มาใช้อย่างแน่นอน

แต่ล่าสุด มีกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐอาจเพิ่มระดับมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเพื่อตอบรับกับการลดดอกเบี้ยสายฟ้าแลบของญี่ปุ่น ซึ่งการเพิ่มระดับมาตรการเป็นไปได้หลายทาง รวมถึงการลดดอกเบี้ยให้เหลือ 0.1%

การปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงย่อมมีจุดประสงค์ให้เป็นเสมือนยารักษาอาการป่วยไข้ทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีโอกาสเช่นกันที่เศรษฐกิจจะเกิดอาการดื้อยา จนถึงขั้นยาที่ใช้รักษากลายเป็นมูลเหตุของโรคร้ายถึงขั้นอุกฤษฏ์

ผลที่ตามมาของอัตราดอกเบี้ยในระดับเฉียด 0% แม้จะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคต่างๆ ได้อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินเยน หลังจากที่ญี่ปุ่นส่งสัญญาณที่จะแทรกแซงค่าเงินหลายวาระ แต่เงินเยนยังไม่มีทีท่าจะอ่อนค่าลง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นเคยใช้มาตรการดอกเบี้ย 0% มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือในปี 2542 และ 2543 ผลลัพธ์ที่ตามมาคือกับดักสภาพคล่อง ซึ่งหมายถึงการที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยดอกเบี้ยระดับต่ำไม่สามารถช่วยฟื้นฟูภาวะถดถอยได้ มิหนำซ้ำยังเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง หรือ Hyperinflation

ผลลัพธ์ประการหลังอาจไม่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นซึ่งกำลังทุรนทุรายกับปัญหาเงินฝืด แต่ประเทศที่เริ่มแสดงสัญญาณของภาวะเงินเฟ้ออย่างอ่อนๆ อย่างสหรัฐและยุโรป สุ่มเสี่ยงที่จะพบกับกับดักที่ว่านี้

ประสบการณ์ที่ผ่านมาของญี่ปุ่นอาจเป็นตัวอย่างที่ดีที่คอยย้ำเตือนไม่ให้นานาประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่นเอง ประมาทกับการถ่วงดอกเบี้ยให้เหลือ 0%

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน