
บริษัทปาร์คกิ้งฯผิดสัญญา
คำแถลงของ ปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ว่า ตัดสินใจสั่งเลิกสัญญาสัมปทานพื้นที่ลานจอดรถภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ทำไว้กับบริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ รวมทั้งจะทำหนังสือทวงหนี้ค้างชำระกับบริษัทดังกล่าวอีกด้วย
คำแถลงของ ปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ว่า ตัดสินใจสั่งเลิกสัญญาสัมปทานพื้นที่ลานจอดรถภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ทำไว้กับบริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ รวมทั้งจะทำหนังสือทวงหนี้ค้างชำระกับบริษัทดังกล่าวอีกด้วย
สำหรับสาเหตุที่ ทอท.ต้องเลิกสัญญาสัมปทานกับบริษัท ปาร์คกิ้งฯ นั้น ปิยะพันธ์ บอกว่า เพื่อความถูกต้องและปกป้องผลประโยชน์ของ ทอท. โดยไม่เกรงกลัวกลุ่มผู้มีอิทธิพล คนสีกลุ่มใด
ทั้งนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเลิกสัมปทานนั้น ปิยะพันธ์ บอกว่า ได้ประชุมหารือกับฝ่ายบริหารตั้งแต่เวลา 13.30 น. ก่อนที่จะแถลงข่าวในเวลา 16.30 น. โดยหารือร่วมกับฝ่ายกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อพิจารณาให้เกิดความรอบคอบ โดยยึดตามแนวทางการยกเลิกสัญญาที่ได้ให้ไว้ เพราะเรื่องนี้ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เห็นปัญหาว่าเอกชนไม่มีขีดความสามารถที่จะดำเนินโครงการต่อไปได้ แต่การดำเนินการทุกอย่างต้องมีขั้นตอน เพราะเกรงว่าเอกชนอาจใช้ช่องทางในการยื่นศาลเพื่อขอความคุ้มครองฉุกเฉิน ทำให้ ทอท.ต้องรวบรวมข้อมูลหลักฐานให้ชัดเจน ขณะนี้ถือว่ามีข้อมูลหลักฐานครบถ้วนเพียงพอแล้ว
“ความจริงคิดเรื่องเลิกสัญญามาตั้งแต่ 2 อาทิตย์ก่อนหน้านี้ที่เข้าไปดูรายละเอียด พบว่ามีการกระทำผิดสัญญาหลายข้อ มีการแจ้งเตือนแล้ว ได้นัดให้มาคุยตกลงกันตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ไม่มา ปัญหาเพราะหุ้นส่วนทะเลาะกันเอง แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับผลกระทบเสียหาย จึงต้องยกเลิกสัญญา และเอกชนรายเดิมจะถูกแบล็กลิสต์ตัดสิทธิในการเข้าร่วมประมูลรอบใหม่ด้วย”
สำหรับสาเหตุที่ยกเลิกสัญญา คือ บริษัทไม่ปฏิบัติตามสัญญาในการติดตั้งเครื่องจัดเก็บค่าจอดรถอัตโนมัติ จะต้องติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อช่วยในการเช็กยอดจำนวนรถที่ผ่านเข้าออกได้อย่างชัดเจน แต่เบื้องต้นเป็นการกำหนดอัตราขั้นต่ำไว้เท่านั้น ทำให้ ทอท.เสียผลประโยชน์ในส่วนนี้ และตั้งแต่สัญญามีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้กับ ทอท. งวดแรกของเดือน เม.ย. เพียงงวดเดียว หลังจากนั้นใช้วิธีหักจากเงินค้ำประกัน และบริษัทไม่ได้นำเงินค้ำประกันมาวางเพิ่มอีก
สำหรับขั้นตอนจากนี้ ทอท.จะทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว ในขณะเดียวกันจะมีหนังสือทวงหนี้จากการจัดเก็บค่าจอดรถในช่วงที่ผ่านมา เป็นการส่งหนังสือแจ้งเตือนแบบลงทะเบียนเพื่อให้มีหลักฐานและหลีกเลี่ยงข้ออ้างจากไม่ได้รับเอกสาร จากนั้นจะให้เวลาอีกระยะหนึ่ง หรือประมาณ 3 วัน เพื่อให้มีการขนย้ายบุคลากรออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 11 ต.ค.
นอกจากนี้ ได้สั่งให้ฝ่ายบริหาร ทอท. ทบทวนร่างทีโออาร์เดิม ให้พิจารณาเรื่องการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูล การกำหนดกรอบวงเงินและประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อคัดเลือกเอกชนที่มีความพร้อมจะเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจัง รวมทั้งต้องปรับเรื่องการกำหนดเงื่อนไขในการบอกยกเลิกสัญญา เช่น การวางเงินการันตี หลังถูกหักไปแล้วภายในกี่วันต้องนำเงินการันตีก้อนใหม่มาวาง หรือการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขกำหนดที่จะใช้เป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาได้ทันที โดยใช้จากกรณีศึกษาในครั้งนี้เพื่อให้สัญญามีความรัดกุมมากขึ้น
“ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะกันเองของบริษัทเอกชนที่พยายามจะดึง ทอท.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งผมไม่ยุ่ง แต่ที่เกี่ยวข้องคือมีหลักฐานข้อมูลว่า บริษัทดังกล่าวได้กระทำผิดสัญญาหลายข้อมีเหตุที่ทำให้ยกเลิกสัญญาได้ และได้ทำให้ภาพลักษณ์ของสนามบินสุวรรณภูมิเสียหาย”
ส่วนกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลคนมีสีหนุนหลังอยู่นั้น ไม่ทราบว่าเป็นใคร และไม่ได้สนใจ รวมทั้งหลังเกิดเรื่องก็ไม่มีคนมีอิทธิพลคนใดโทรศัพท์หรือติดต่อเข้ามา เพราะถือว่าสิ่งที่ได้ทำและตัดสินใจไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งถูกมองเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้ามาหาผลประโยชน์ทั้งไกด์ผีและแท็กซี่เถื่อน ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก หรือมาเตือนว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ที่ผ่านมาก็ได้เข้าไปจัดการและพิสูจน์ให้เห็นแล้ว
ถือเป็นคำชี้แจง คนละฟากฝั่งกับเอกชนเลยทีเดียว







