
น้ำโขงมิอาจขวางกั้น เขื่อนมาสัมพันธ์สลาย
...ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี โครงการสื่อสารสุขภาวะคนชายขอบ
แม้สายน้ำจะไหลหลากรุนแรงในยามนี้ แต่ผู้คนสองฝั่งโขงทั้งลาวและไทย ยังคงไปมาหาสู่กันเป็นปกติ เช่นเช้าวันนี้ ซึ่งชาวบ้านตามุย ต.บ้านไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี นิมนต์พระจากบ้านสุละ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมารับสังฆทานที่วัดบ้านตามุยด้วย คณะญาติโยมที่ติดตามมาจากฝั่งลาวส่วนใหญ่ก็เป็นเครือญาติกับคนบ้านตามุยเช่นกัน
“
บ้านตามุย” เป็นชุมชนชนบทเล็กๆ อยู่ใต้เชิงผาแต้ม มีวิถีชีวิตเกาะเกี่ยวกับลำน้ำโขงกันมาหลายชั่วอายุคน ในอดีตสองฝั่งโขงไม่มีเส้นแบ่งแดนใดมากั้นขวาง ชาวบ้านจึงข้ามกันไปมา ทำมาหากิน และมีวัฒนธรรมเชื่อมร้อยเป็นชนเดียวกัน กระทั่งหลังจากปี พ.ศ. 2518 ในช่วงเหตุการณ์ลาวแตก ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากข้ามฝั่งมาตั้งรกรากอยู่ในฝั่งไทย จนเกิดเป็นชุมชนริมฝั่งโขงตามแนวพรมแดนหลายจุด“
คนสองฝั่งเป็นเหมือนกอไผ่เดียวกัน เป็นเครือญาติกัน แบ่งประเทศไปแล้วแต่คนยังรักกัน ความผูกพันธ์ยังคงอยู่” หลวงปู่คุ้มแม้จะจำวัดอยู่ฝั่งลาว แต่เครือญาติไม่น้อยได้มาตั้งรกรากอยู่ฝั่งไทยนานนับสิบปี บอกกล่าวถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องสองฝั่ง บ่อยครั้งเมื่อมีงานบุญชาวบ้านจะนิมนต์พระและชวนญาติพี่น้องจากฝั่งลาวมาร่วมงานด้วย เช่นกันกับคนฝั่งไทยที่มักจะข้ามไปร่วมงานบุญต่างๆ ของญาติพี่น้องที่อยู่ในฝั่งลาวอยู่เสมอแม่น้ำโขงแม้กว้างใหญ่แต่ก็ไม่อาจแบ่งแยกผู้คน กระทั่งโครงการเขื่อนบ้านกุ่มเมื่อ 2 ปีก่อนได้สร้างความหวั่นวิตกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะจะต้องมีการระเบิดเกาะแก่งกลางน้ำเป็นจำนวนมากเพื่อเปิดร่องน้ำ ชุมชนใต้เขื่อนต้องสูญสลาย นอกจากนี้อาจจะส่งผลต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่าบั้งไฟพญานาคอีกด้วย
“
เขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้พอแค่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และตอนนี้ก็ผลิตได้ไม่เต็มที่ด้วย”เหตุผลของการสร้างเขื่อนที่ชาวบ้านรู้เพียงอย่างเดียวคือผลิตไฟฟ้า แต่บทเรียนจากเขื่อนปากมูลทำให้พวกเขาต้องลุกขึ้นมาต่อต้าน เพราะขนาดแม่น้ำสาขาถูกปิดชาวบ้านริมน้ำยังได้รับผลกระทบมากมาย การปิดกั้นลำน้ำใหญ่อย่างแม่น้ำโขงย่อมส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าอย่างมหาศาล
ใช่เพียงเขื่อนแต่ปัญหาที่ดินทำกินก็เป็นอีกหนึ่งขวากหนามตำใจชาวบ้านมาช้านาน เพราะที่ดินซึ่งบุกเบิกหักร้างถางพงตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ แม้ปัจจุบันลูกหลานจะได้รับสัญชาติมีสิทธิถือครองที่ทำกิน แต่ก็มีอีกจำนวนมากที่เป็นผู้ตกหล่นทางทะเบียน ความไม่ชัดเจนทางสถานะบุคคลส่งผลให้สิทธิในที่ดินทำกินตกหล่นไปด้วย
เมื่อมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม (พ.ศ. 2534) และอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ รวมทั้งเขตป่าสงวนแห่งชาติทับที่ทำกินของชาวบ้าน จึงทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก รวมทั้งการรุกของกลุ่มทุนที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน รองรับการท่องเที่ยวที่ขยายตัว
เพียงแต่การขยายตัวดังกล่าวกำลังกดข่มวิถีชีวิตของชาวบ้านที่แทบไม่มีทางเลือก
สายน้ำที่เชี่ยวกราก อาจเพียงแค่ฤดูกาลหนึ่ง แต่ปัญหาที่โถมทับเข้ามาดูเหมือนจะไม่มีวันสร่างหายไปกับฤดูกาล แต่โหมประดังเข้ามาเป็นระยะๆ







