
พงษ์พัฒน์ รับงานวันแรกให้นโยบาย บช.ก
พงษ์พัฒน์ ให้นโยบายตำรวจภายใต้กองบัญชาการสอบสวนกลาง 10 กองบังคับการ เป็นตำรวจอาชีพ
พงษ์พัฒน์ ให้นโยบายตำรวจภายใต้กองบัญชาการสอบสวนกลาง 10 กองบังคับการ เป็นตำรวจอาชีพ
ที่ห้องประชุมรอยัล จูบิลลี่ บอลลูม เมืองทองธานี พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รรท.ผบช.ก.) เป็นประธานในพิธีการชุมนุม"ร่างแผนปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง"โดยมีข้าราชการตำรวจระดับรองผบช.ก. ผู้บังคับการ (ผบก.) ในสังกัด รวมทั้งข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับสารวัตรขึ้นไปพร้อมด้วยตัวแทนข้าราชการตำรวจผู้บริหารชั้นยศดาบตำรวจ และจ่าสิบตำรวจ รวมทั้งสิ้น 1,500 คน
ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมใหญ่ครั้งแรกทันทีที่เข้ารับตำแหน่งหน้าที่ของพล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ซึ่งแนวทางการประชุมครั้งนี้ ได้กำชับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในสังกัดให้ยึดนโยบายของพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ซึ่งกำหนดทิศทางการทำงานให้ตำรวจทำงานในหน้าที่ตามระเบียบของการเป็นตำรวจโดยเคร่งครัดตามนโยบาย 4 ข้อดังนี้
นโยบาย ผบ.ตร.
1.นโยบายเฉพาะหน้า ซึ่งต้องการให้เกิดผลทันที่และต่อเนื่อง 1.1 ป้องกัน เทิดทูน พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ โดยการถวายความปลอดภัยและถวายพระเกียรติอย่างสูงสุด
1.2 ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายมีหน้าที่ให้การบริการให้ใส่ใจบริการประชาชนทุกคนเสมือนญาติของตนเองสำหรับข้าราชการตำรวจที่มีพฤติการณ์ใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับทรัพย์สินเพื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรืออาศัยอำนาจหน้าที่ ข่มขู่ รีดไถซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้เกียรติภูมิของตำรวจจะต้องถูกขจัดไปโดยทันที
2.นโยบายเร่งด่วน ภายในระยะเวลา 6 เดือน เป็นช่วงเวลา "ปัดกวาดบ้านร่วมใจพัฒนา" โดยจะดำเนินการปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงโดยข้าราชการตำรวจต้องมีกิริยาวาจาสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อประชาชนมาแจ้งความร้องทุกข์ มาพบหนือร้องขอความช่วยเหลือไม่ว่าจะมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงหรือไม่ ต้องพร้อมช่วยเหลือและการปฏิบัติตนต้องยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทุกคนไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ
นอกจากนี้ จะต้องสร้างความสามัคคีกลมเกลียวของจ้าราชการตำรวจทุกนะดับชั้นโดยกำหนดให้มีกิจกรรม พบะพูดคุยทุกระดับชั้นมีเวที่การพบปะหารือพูดคุยปัญหาอุปสรรคเพื่อสรี่งความเชข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรในหน่วยงานเดียวกัน
3.นโยบายสำคัญ ระยะ 1 ปี เป็นช่วงเวลาแห่งการ "เสริมสร้างพัฒนาประสิทธิภาพ" ต้องพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานเพื่อควบคุมสภาพปัญหาอาชญากรรมที่รุนแรงรวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะสูง โดยมีจุดเน้นดังนี้
3.1 การป้องกัน เทิดทูน พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
3.2 เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
3.3 การแก้ปัญหาความไม่สงบอาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ด้วยการลดความรุนแรงและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการในการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่
3.4 ปรับปรุงกลไกการมีส่วนร่วมประชาชนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
3.5 พัฒนาทรัพยากรบุคคลตำรวจทั้งระบบ เพื่อให้มีสมรรถนะสูงมีความเป็นมืออาชีพ และเป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงามโดยมีแผนการพัฒน่และจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพมีการใช้งานทรัพยากรบุคคลอย่างคุ้มค่าตามความรู้ความสามารถและมุ่งพัฒนาหน่วยงานและบุคลากรด้านการฝึกอบรม
4.นโยบายระยะ 1-3 ปี บช.ก.จะเดินหน้าอย่างมีทิศทางโดยยกระดับมาตรฐานตำรวจให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนปรับปรุงทบทวนและพัฒนาระบบการทำงานใช้ยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานการจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับภารกิจงานมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจนตลอดจนโครงสร้างองค์กรเทคโนโลยีในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับภารกิจและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปพล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ยังได้ให้ข้าราชการตำรวจทุกระดับช่วยกันคิดช่วยกันทำและร่วมวางแผนการปฏิบัติรวมทั้งข้อเสนอแนะและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นเพื่อทำงานในหน้าที่สามารถปฏิบัติได้ตามนโยบายบรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริงเป็นรูปธรรมเพราะหน่วยงานต่างๆในสังกัดมีภารกิจแยกแยะออกไปตามอำนาจหน้าที่และหลากหลายรูปแบบเป็นการเฉพาะ
ฉะนั้น ทุกหน่วยงานจะต้องศึกษาภารกิจหน้าที่ของตนให้ละเอียด ชัดเจนและเครื่องมือให้ทันสมัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น เปรียบเสมือนเป็น"ตำรวจอาชีพ" เช่นตำรวจน้ำ จะต้องเชี่ยวชาญชำนาญการด้านกฎหมายทางน้ำและมีแผนการดูแลความสงบเรียบร้อยตามน่านน้ำต่างๆ อย่างผู้ชำนาญการกว่าตำรวจหน่วยอื่นๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ ผบช.ก.ยังเน้นให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างจริงใจและทำงานให้ทันยุคสมัยกับสภาวะของโลกปัจจุบันและก้าวทันพัฒนาการของอาชญากรรมให้ได้ โดยศึกษาสภาพแวดล้อม สังคมการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้ก้าวสู่การเป็นตำรวจสากลให้ได้และขอให้พยายามเจาะลึกวิเคราะห์ศึกษาปัญหาและสาเหตุของอาชญากรรมให้ละเอียดโดยใช้วิทยากรอันทันสมัย เช่นหลักพฤติกรรมศาสตร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลางนั้นครอบคลุมถึง ตำรวจกองปราบปรามตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจทางหลวง ตำรวจป่าไม้ ตำรวจรถไฟตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ ตำรวจน้ำ เป็นต้น
พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ได้เปิดนิทรรศการหลายอย่าง พร้อมกับระบุว่ามีสถิติอาชญากรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น คดีฆาตกรรมที่สำรวจโดย UNODC
เมื่อปี ค.ศ.1998-2000 พบว่าประเทศไทยมีสถิติคดีฆาตกรรมมาเป็นอันดับหนึ่งคือ 79.58% ส่วนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงานของตำรวจในสังกัดนั้นได้มีการนำเสนอนโยบายโอท็อป แห่งความดีงามของตำรวจโดยให้นำเสนอโครงการต่างๆที่สามารถช่วยเหลือชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรม ซึ่งสามารถวัดผลทางวิชาการได้โดยให้ส่งผลงานเข้ามายังคณะกรรมการระดับบช.ก.หากโครงการใดชนะจะพิจารณารางวัลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในโครงการนั้นๆโดยชั้นสัญญาบัตรจะได้รับรางวัลเป็นขั้นเงินเดือน และตำแหน่งส่วนชั้นประทวลจะได้เป็นเงินรางวัล
"ถึงเวลาแล้วที่ตำรวจจะต้องปรับการทำงานใหม่ ซึ่งทำได้ไม่ยากเพราะแค่ทำให้ไม่เหมือนเดิมเหมือนที่เคยทำก็ทำให้เกิดตำรวจรูปแบบใหม่แล้ว
เพราะที่ผ่านมาตำรวจทำลายองค์กรตัวเองมาโดยตลอด" พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ กล่าว
การเปิดงานครั้งนี้ได้มีการนำ "จ่าเฉย" จำนวน 10 ตัว มาแสดงด้วยแต่นำมาติดอาร์มเป็นตำรวจสอบสวนกลาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้รูปปั้น จ่าเฉยถูกย้ายเข้ากรุโดย อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่ง พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์มีแนวคิดจะขอ "จ่าเฉย" มาปฏิบัติหน้าที่ในสังกัด บช.ก.
"ผมได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่า "จ่าเฉย" นั้นถูกเก็บเข้ากรุอย่างไม่เป็นธรรมเนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวจนถูกถ่ายคลิป
หรือถูกร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องส่วยจึงอยากจะทำเรื่องขอกลับเข้าทำงานในเชิงสัญลักษณ์เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและเพื่อเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรต่อไป"
พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ กล่าวว่า จ่าเฉย สามารถสะท้อนการทำงานของตำรวจได้ เช่นนำเอาไปตั้งในชุมชนหากมีชาวบ้านมาขีดเขียนก็แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านแถวนั้นไม่ชอบตำรวจและดูได้ว่าชาวบ้านคนไหนเขียนเป็นประจำมันสามารถเป็นมาตรวัดอย่างหนึ่งได้เป็นอย่างดี







