
สังคมยุโรปโกลาหลสึนามิลูกใหม่ซ้ำวิกฤตหนี้
หลังร่วมแรงร่วมใจแสดงเจตนารมณ์ที่จะรัดเข็มขัดงบประมาณอย่างจริงจังเพื่อสกัดกั้นวิกฤตหนี้สาธารณะ จนกระทั่งภาวะลุกลามของวิกฤตหนี้ที่ลุกลามจากกรีซ ทางตะวันออกสุด
หลังร่วมแรงร่วมใจแสดงเจตนารมณ์ที่จะรัดเข็มขัดงบประมาณอย่างจริงจังเพื่อสกัดกั้นวิกฤตหนี้สาธารณะ จนกระทั่งภาวะลุกลามของวิกฤตหนี้ที่ลุกลามจากกรีซ ทางตะวันออกสุด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังร่วมแรงร่วมใจแสดงเจตนารมณ์ที่จะรัดเข็มขัดงบประมาณอย่างจริงจังเพื่อสกัดกั้นวิกฤตหนี้สาธารณะ จนกระทั่งภาวะลุกลามของวิกฤตหนี้ที่ลุกลามจากกรีซ ทางตะวันออกสุด ถึงไอร์แลนด์ทางตะวันตกสุด ชะลอตัวไปชั่วเวลาหนึ่ง
ในขณะนั้นเงินยูโรอ่อนค่าลงในแนวทางเดียวกับเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความกังวลของนักลงทุนต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินนี้ ทว่า นอกเหนือจากนั้นยุโรปกำลังขะมักเขม้นกับการแก้ไขปัญหา จนไม่แสดงอาการน่าวิตกไปมากกว่านี้
แต่ล่าสุด ฝันร้ายได้กลับมาหลอกหลอนยุโรปอีกครั้ง
เพราะจู่ๆ อาการของยุโรปเลวร้ายลงในทันที เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางสัปดาห์นี้ เริ่มต้นด้วยการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ย้ำให้ประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือกลุ่ม Eurozone ยึดมั่นกับแนวทางรัดเข็มขัดงบประมาณเพื่อลดหนี้สาธารณะอย่างเหนียวแน่น
ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า จะใช้มาตรการลงโทษอย่างเข้มงวดกับประเทศที่ไม่ปฏิบัติตาม เพราะหาไม่แล้วจะมิใช่เพียงประเทศที่พยศกับหลักการเท่านั้นที่จะล้มละลาย แต่หมายถึงยูโรโซนทั้งกลุ่ม รวมถึงฐานะของเงินยูโรในฐานะสกุลเงินหลักของโลก ที่สั่งสมขึ้นมาอย่างยากลำบาก
ECB จำต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างเร่งด่วน เพราะในขณะเดียวกันนั้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศแถบยุโรปใต้ โดยเฉพาะ สเปน และโปรตุเกส ถีบตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายถึงระดับการก่อหนี้ของรัฐบาลนั้นๆ เพิ่มสูงขึ้น และเสี่ยงที่จ่ายคืนลูกหนี้ไม่ไหว
ล่าสุด (วันที่ 30 ก.ย.) ผลตอบแทนพันธบัตรของโปรตุเกสทะยานขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี แสดงถึงความล้มเหลวในการจัดการหนี้สินอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากรัฐบาลสายสังคมนิยมประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรี โชเซ โซกราเตส หลีกเลี่ยงที่จะขึ้นภาษี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชูนโยบายสังคมนิยม และส่วนหนึ่งเพราะเกรงว่าจะต้านกระแสสังคมไม่ไหว
ในฐานะสมาชิก ECB และประเทศที่ใช้เงินยูโร โปรตุเกสและบางประเทศต้านทานมติร่วมมากเท่าไร ECB ก็ยิ่งแข็งกร้าวขึ้นเท่านั้น
มติชั้นต้นที่ออกมาในการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซน คือ ประเทศสมาชิกต้องกดตัวเลขงบประมาณขาดดุลไม่ให้เกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หาไม่แล้วจะต้องถูกลงโทษด้วยการปรับเป็นเงิน 0.2% ของสัดส่วน GDPa
สัดส่วนเงินจำนวนนี้อาจดูไม่มาก แต่แท้จริงแล้วอาจสูงถึงหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับขนาด GDP ของแต่ละประเทศ
มาตรการนี้ค่อนข้างรัดกุมและสมเหตุสมผลในห้วงเวลาวิกฤต
ทว่า กลับกลายเป็น ECB และประเทศที่มีวินัยทางการคลังที่ตกเป็นเป้าโทสะของภาคสังคม ที่ไม่ปรารถนาโทษทัณฑ์รุนแรงที่จะนำไปสู่การขึ้นภาษีครั้งมโหฬาร
ผลปรากฏว่าหลังจากที่ ECB แสดงท่าทีดังกล่าวออกไป ทั่วยุโรปมีปฏิกิริยาในทันที แต่มิใช่ในระดับรัฐบาลที่แสดงอาการต่อต้านอย่างแข็งขัน หากเป็นภาคสังคมที่ลุกขึ้นมานัดหยุดงานและชุมนุมประท้วงไปทั่ว ตั้งแต่โปแลนด์ ในยุโรปตะวันออก จนถึงสเปนในยุโรปใต้
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่การนัดหยุดงานประท้วงทั่วยุโรป ประมาณการกันว่ามีผู้เข้าร่วมหลายแสนคน มีทั้งประชาชนทั่วไปที่ไม่พอใจกับมาตรการขึ้นภาษีเพื่อกวาดเงินเข้าคลัง และชำระหนี้สินอย่างเร่งด่วน รวมถึงพนักงานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ถูกตัดเงินเดือนขนานใหญ่ ตามนโยบายลดการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น ที่โรมาเนียหักเงินข้าราชการถึง 25% เทียบกับสาธารณรัฐเช็กที่ลดไป 10% และสเปนที่หักเงินข้าราชการเพียง 5%
การนัดหยุดงานที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในสเปน ประเทศที่ได้รับการวางตัวให้เป็นโดมิโนวิกฤตหนี้ตัวต่อไปจากกรีซ
ในส่วนของการควบคุมหนี้สาธารณะ สเปนประสบความสำเร็จเหนือกว่าโปรตุเกส ทว่า ตัวเลขว่างงานกลับสูงถึง 20% อาจกล่าวได้ว่า แม้สเปนจะรอดพ้นจากตัวเลขหนี้ที่สูงขึ้น และไม่ต้องขึ้นภาษีมากมายนัก อีกทั้งยังลดเงินเดือนไม่มากนัก แต่ประชาชนยังไม่พอใจที่ตัวเลขว่างงานสูงถึงเพียงนี้อยู่ดี
สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลสเปนตกอยู่ในภาวะกดดันมิให้ใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นการจ้างงานนั่นเอง ทว่า นักลงทุนบางส่วนก็ยังไม่เห็นว่าสเปนมีวินัยทางการเงินเพียงพอที่จะรักษาความน่าเชื่อถือในพันธบัตรของตน ยังผลให้ บริษัท มูดี้ส์ ลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของสเปนลงจาก Aaa มาอยู่ที่ Aa1
ความลักลั่นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เกือบทุกประเทศกำลังประสบ เพียงแต่ยังไม่แสดงอาการที่ชัดเจนเท่านั้น แต่ขณะนี้เริ่มสำแดงให้เห็นแล้วในโปรตุเกส
ไม่เพียงแค่นโยบายรัดเข็มขัดจะสร้างความโกรธเกรี้ยวในหมู่สาธารณชนเท่านั้น แต่คนเดินดินในฐานะลูกค้าของธุรกิจการเงินยังเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบอีกทอดจากแนวโน้มที่ธนาคารพาณิชย์ของบางประเทศเริ่มแสดงอาการขาดสภาพคล่อง หรืออาการใกล้ล้มละลายขั้นต้น
ธนาคาร Anglo Irish หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของไอร์แลนด์ หมิ่นเหม่ที่จะล้มครืนลง เนื่องจากหนี้สินมหาศาลที่ไม่อาจเรียกคืนได้จากการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยฐานะและความเกี่ยวพันกับที่อยู่อาศัยอันเป็นปัจจัย 4 ของประชาชนทั้งประเทศ ยังผลให้รัฐบาลไอร์แลนด์ต้องตัดใจอุ้ม Anglo Irish ด้วยงบประมาณสูงถึง 3.43 หมื่นล้านยูโร
เหตุผลของรัฐมนตรีคลัง ไบรอัน ลีนิแฮน ค่อนข้างชัดเจน เพราะหากปล่อยให้ธนาคารนี้ล้ม ไอร์แลนด์ทั้งประเทศก็อาจล้มตามไปด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน หากรัฐบาลไอร์แลนด์ตัดสินใจใช้งบประมาณถึงเพียงนั้น ไอร์แลนด์ทั้งประเทศอาจกลายเป็นฝ่ายที่ล้มละลายเสียเอง เพราะตัวเลขขาดดุลในปีนี้คาดว่าจะสูงถึง 32%
ฝ่ายสเปนที่เพิ่งตกเป็นเหยื่อของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แม้การปรับลดอันดับโดยมูดี้ส์จะครอบคลุมเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น แต่สิ่งที่จะต้องไม่ลืมคือ ธนาคารพาณิชย์ของสเปนอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงไม่น้อยเช่นกัน เพราะเมื่อเดือน มิ.ย. มีธนาคารสัญชาติสเปนถึง 4 แห่ง ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือโดยฟิทช์ เรทติ้งส์
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอีกหนึ่งสัญญาณอันตรายต่อผลกระทบต่อลูกค้าจำนวนมหาศาลและภาคสังคมโดยรวม
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นเครื่องตอกย้ำถึงสิ่งที่ผู้นำยุโรปหวาดกลัวมาตลอด นั่นคือ หนี้สาธารณะอาจลุกลามไปถึงหนี้ระดับเอกชน
ถึงเวลานั้น การไล่บี้ให้แต่ละรัฐบาลกลุ่มยูโรโซนเคร่งครัดในวินัยทางการคลัง คงไม่เพียงพออีกต่อไป







