
ตุลาเดือด แดง-เหลือง เขย่า บึ้ม-ยุบปชป.
เข้าสู่เดือน ต.ค. เดือนอาถรรพ์ของการเมืองไทย
เข้าสู่เดือน ต.ค. เดือนอาถรรพ์ของการเมืองไทย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เข้าสู่เดือน ต.ค. เดือนอาถรรพ์ของการเมืองไทย
มาถึงวันนี้คงบอกได้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลที่เกิดมาเพื่อเผชิญกับวิกฤตโดยแท้ กว่าจะรอดตายจากปรมาณูสีแดงลูกใหญ่ในเหตุการณ์เดือนพฤษภา 2553 ได้ก็แสนโชกเลือด
ถนนของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากนี้ ยังเต็มไปด้วยระเบิดลูกย่อมๆ อันเป็นผลจากวิกฤตการเมืองที่พันตูสู้รบกันมา 4 ปี และสะเก็ดปรมาณูที่ยังตกค้างจากเหตุการณ์ชุมนุม
เดือน ก.ย. ที่เพิ่งผ่านไป ไฮไลต์คงเป็นการรวมตัวของคนเสื้อแดงที่ค่อยๆ กลับมาฟื้นฟู รวมพลังกันใหม่โดยยึดวาระครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร “19 กันยา” แต่รัฐบาลมีเครื่องมือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงป้องกันการชุมนุมได้อยู่หมัด
แต่ที่จนปัญญาคุมไม่อยู่ แม้จะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ เหตุบึ้มรายวัน สถิติตลอดเดือน ก.ย. พบว่า มีระเบิดถล่มกรุงมากที่สุดร่วมสิบครั้ง และยังตามหลอกหลอนคนกรุงไม่รู้จักจบ กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงก็ยอมรับถึงความด้อยประสิทธิภาพของตัวเอง และเตรียมใจกับเหตุบึ้มที่อาจลากยาวไปถึงสิ้นปี
สำหรับเดือน ต.ค. นอกจากระเบิดจริงที่จะตามมาเขย่าขวัญ ยังมีระเบิดการเมืองอีกหลายลูกที่จะเกิดขึ้นอีก
1 ต.ค. เป็นวันเริ่มทำงานในตำแหน่งใหม่อย่างเป็นทางการของบิ๊กข้าราชการแทนผู้ที่เกษียณอายุ โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่ ผบ.ทบ. ที่เข้ามากุมกองทัพแทน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
“บิ๊กตู่” มาจากสายบูรพาพยัคฆ์เช่นเดียวกัน “บิ๊กป๊อก” และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม แต่การเข้ามาเป็นผู้นำกองทัพในยุคที่การเมืองยังเผชิญกับวิกฤต จึงต้องจับตาบทบาทของ “บิ๊กตู่” ที่ร่ำลือถึงความบู๊ดีเดือดว่าจะนำกองทัพเข้ามามีบทบาทกับการเมืองอย่างเต็มรูปแบบหรือไม่ ท่ามกลางข่าวลือไม่จบสิ้นถึงการรัฐประหารเผด็จอำนาจรอบใหม่ที่ยังไม่ปิดตายเสมอ
ทว่า บทบาทของฝ่ายความมั่นคงในยุคที่ “ระเบิดป่วนกรุงการเมืองผันผวนมวลชนเติบใหญ่–สถาบันถูกท้าทาย” กองทัพยุค พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสนธิกำลังฝ่ายตำรวจที่มี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.คนใหม่คุมอยู่
ทั้งคู่ถือเป็น “สองผู้นำ” ที่สนิทแนบแน่นในฐานะเตรียมทหารรุ่น 12 ด้วยกัน และล้วนมีเส้นทางเติบโตในหน่วยงานที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาด้วยกัน “บิ๊กตู่” คือ ทหารเสือราชินี ส่วน พล.ต.อ.วิเชียร เป็นนายตำรวจราชสำนักประจำหรือ “ตำรวจวัง” มาก่อน
ที่กล่าวมาเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงผู้นำฝ่ายความมั่นคงคนใหม่ ในศักราชใหม่ 1 ตุลา 2553 ที่ต้องมาดูแลสถานการณ์ความเรียบร้อยภายในประเทศที่ยังอลหม่านอยู่
สำหรับระเบิดเสื้อแดงในเดือนตุลามีร้อนหลายลูก เพราะจะมีกิจกรรมจัดตั้งแต่ต้นสัปดาห์เป็นต้นไปสอดรับกับบรรยากาศประชาธิปไตยแบบเดือนตุลา
เริ่มตั้งแต่ต้นเดือน แดง นปช.โดยกลุ่มนักรบไซเบอร์ในชุมชนออนไลน์ นัดรวมตัวกันที่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว จัดงานเรดโอท็อป พร้อมด้วยกิจกรรม สนนท. และมินิคอนเสิร์ต
วันที่ 3 ต.ค. กลุ่ม “คนวันอาทิตย์สีแดง” นำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ เตรียมยกขบวนรถไฟจากสถานีหัวลำโพงไปอยุธยา รวมตัวผูกผ้าสีแดงที่สะพานปรีดีสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ “ปรีดี พนมยงค์” ซึ่งเป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนวันที่ 10 ต.ค. กลุ่มแดงฮิปปี้ของสมบัติ จัดกิจกรรมไว้อาลัยให้กับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าสีลม
กิจกรรมรำลึกครบรอบ 6 ตุลา 2519 และ 14 ตุลา 2516 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการจัดเสวนาตามที่ต่างๆ เป็นประจำทุกปี โดยกิจกรรมทั้งสองเหตุการณ์ล้วนเป็นวาระสำคัญที่จะรวมพลังเพื่อเป็นสัญลักษณ์ประชาธิปไตยได้ดี และเหมาะที่กลุ่มสร้างสถานการณ์จ้องสร้างความปั่นป่วน ส่วนวันที่ 7 ตุลา ก็เป็นวาระของเสื้อเหลือง เพราะครบรอบเหตุการณ์ “ตำรวจสลายพันธมิตรหน้าสภา”
แต่จังหวะที่บังเอิญพอดี คือ ในวันที่ 7 ตุลา ครบ 3 เดือนในการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ยังใช้อยู่ใน 7 จังหวัด ซึ่งอภิสิทธิ์และฝ่ายความมั่นคงเตรียมเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในบางจังหวัดช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้
ถัดมาคือ งานใหญ่ของเสื้อแดงที่พลาดไม่ได้ คือ คอนเสิร์ตที่อิมพีเรียลลาดพร้าว วันที่ 9 ต.ค. หาทุนเยียวยาครอบครัวคนเสื้อแดงหลังจากมีการเปิดศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการชุมนุมเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา งานนี้จะมีเสื้อแดงจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลไหลมาคับคั่งเหมือนทุกครั้ง
กิจกรรมใหญ่เหล่านี้ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงกลางเดือน ล้วนสุ่มเสี่ยงและเปราะบางที่กลุ่มสร้างสถานการณ์อาจฉวยโอกาสสร้างขึ้น หากฝ่ายความมั่นคงไม่มีมาตรการเข้มข้นพอ และเกิดเหตุระเบิดรายวันขึ้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก ก็อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่กลับมาทำลายบรรยากาศการปรองดอง
อีกเรื่องที่จะทำให้กระแสการเมืองร้อนขึ้นในเดือนตุลาอาถรรพ์นี้ คือ การตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่งวดเข้ามาทุกขณะ โดยอยู่ระหว่างครึ่งทางหลังที่พรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้แก้ต่าง เรื่องปมการใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ เข้าข่ายขัด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ตามคิวแล้วในเดือน ต.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะไต่สวนพยานฟากประชาธิปัตย์ 10 กว่าปาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์จะตีตื้นหักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมด จนถึงไฮไลต์สำคัญที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในนัดสุดท้ายวันที่ 18 ต.ค. และคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) จะตัดสินได้ในเดือน พ.ย.
หากใครได้ติดตามการไต่สวนที่ใกล้เข้าถึงเส้นชัย บางฝ่ายอาจคาดเดาได้ว่า ผลคดีจะออกมาอย่างไร ที่แน่ๆ ยิ่งใกล้ปิดคดี แรงกดดัน การข่มขู่ศาล รธน.ยิ่งมีมาก เพราะคดีนี้เป็นคดีใหญ่เหมือนเป็นดาบที่ปักหลังพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะยุบหรือไม่ยุบล้วนมีฝ่ายได้ประโยชน์ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง
ตบท้ายที่การเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 1 จ.สุราษฎร์ธานี วันที่ 30 ต.ค. ที่สุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมลาออกจากรองนายกรัฐมนตรีมาลง สส.แข่งกับ วรวุฒิ วิชัยดิษฐ จากพรรคเพื่อไทย ที่ไม่มีอะไรจะแพ้ไปมากกว่านี้
โอกาสที่ฝ่ายป่วนจะท้าทายอำนาจรัฐในยามที่พรรคประชาธิปัตย์กินเกาเหลาในช่วงที่ไร้ “เทพเทือก” ดูแลฝ่ายความมั่นคง จึงต้องจับตาทั้งหมด แรงระเบิด และอุณหภูมิการเมืองที่จะทำให้เดือนตุลาเกิดวิกฤตขึ้นอีกรอบก็เป็นได้







