
ผลึกคิด“ชีวิตข้าราชการ”มรดกจาก“เสรี หงษ์หยก” ก่อนเกษียณ
ในวงการข้าราชการและการเป็นผู้บริหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเชื่อถือ” โดยสิ่งนี้สร้างไม่ยากแต่ต้องใช้เวลา.....
ในวงการข้าราชการและการเป็นผู้บริหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเชื่อถือ” โดยสิ่งนี้สร้างไม่ยากแต่ต้องใช้เวลา.....
โดย....ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
กลีบกุหลาบสีแดงสดหล่นทอดยาวตลอดแนวทางเดิน ชั้น 3 ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อยไปถึงห้องทำงานด้านในสุด มีป้ายแสดงชื่อ “นพ.เสรี หงษ์หยก” รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข มองทะลุผ้าม่านเข้าข้างในแลเห็นกลุ่มข้าราชการยืนเรียงราย มอบดอกกุหลาบพร้อมถ้อยคำอำลาด้วยรอยยิ้ม
แม้วันที่ 30 กันยายน 2553 จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตข้าราชการและบทบาท “ผู้บริหารระดับสูง” สังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ใช่ว่าจะเป็นวันสุดท้ายของการทำงานเสมอไป
“ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา และหลังจากไป หลักคิดของผมก็ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการเรียนรู้ไม่มีสิ้นสุด การทำงานไม่มีสิ้นสุด ความรับผิดชอบไม่มีสิ้นสุด”รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข วัย 60 ปี ย้ำถึงจุดยืนอย่างชัดเจน
หมอเสรี บอกว่า ในวงการข้าราชการและการเป็นผู้บริหาร สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเชื่อถือ” โดยสิ่งนี้สร้างไม่ยากแต่ต้องใช้เวลา ซึ่งหากย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่วงการแพทย์ ความเชื่อที่มีคือ ทำงานอย่างเต็มที่ด้วยความซื่อสัตย์โปร่งใส ช่วยเหลือคนเท่าที่ทำได้ และไม่ติเตียนใครแต่ต้องกล้าท้วงติง จากความเชื่อนั้นทำให้เกิดเป็นผลงานประจักษ์ เมื่องานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จภารกิจ ผู้ใหญ่ก็จะเชื่อใจเชื่อถือ อนาคตของเราก็จะโตไปเองตามเวลาและฝีมือ
“ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังทำ ต้องรักหน่วยงานและหน้าที่เป็นอันดับแรก”ข้าราชการเกษียณกล่าว และอธิบายต่อทันทีว่า อาชีพข้าราชการจะไม่สามารถเลือกเจ้านาย ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงานได้ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ได้ปฏิบัติมาอย่างสม่ำเสมอ คือการมอง “จุดดี” ของเขา และรู้จักคำว่า “ทีม” เพราะการประสานงานที่ดีคือหัวใจของการทำงาน นอกจากนี้จะต้องรู้จักประเมินตนเอง เพื่อปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ท้ายที่สุดแล้วผลงานที่ลุล่วงด้วยดีก็จะเป็นคำอธิบายถึงการทำงานทั้งหมดของเรา
“ความคิดนี้อาจเป็นความคิดของคนรุ่นผม แต่สัจธรรมนี้ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นจริง ทำงานเยอะๆ คาดหวังน้อยๆ สุดท้ายจะได้ดี”นพ.เสรีเชื่อเช่นนั้น
อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เล่าต่อว่า เมื่อตำแหน่งความรับผิดชอบสูงขึ้นในระดับอำนาจ “ตัดสินใจ” ก็ต้องมีความกล้า รู้จัดประเมินความเสี่ยง และต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจเหล่านั้นคงจะไม่ดีทั้งหมด นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือ “ความนิ่ง” เมื่อตัดสินใจไปแล้วต้องนิ่งและมั่นใจ อย่าโหนหรือหลงไปตามกระแส
ข้าราชการวัยดึกรายนี้ ยังกล่าวอีกว่า ข้าราชการไม่ว่าจะเป็นชั้นผู้น้อยหรือชั้นผู้ใหญ่ต้องไม่ยึดติดว่าจะทำงานให้กับใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งการทำงานสนองฝ่ายการเมืองหรือสนองบุคคลใดเป็นพิเศษ แต่ต้องยึด “หน่วยงานเป็นสำคัญ”
“ฝ่ายการเมือง ผู้บังคับบัญชามาแล้วก็ไป แต่ตัวเรายังอยู่ในหน่วยงานต่อ ดังนั้นต้องยึดหน่วยงานเป็นสำคัญ”รองปลัดเสรีย้ำ
นพ.เสรี ย้ำถึงคุณสมบัติของข้าราชการที่รุ่นน้องควรมีว่า ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาทั้งจากคนที่เหนือกว่าและด้อยกว่า และต้องยุติธรรมกับตัวเองว่ามีอะไรที่เป็นข้อด้อย ก็ต้องพัฒนาเพื่อปิดจุดอ่อนนั้น ยกตัวอย่างจะประสบการณ์ตัวเองคือ สมัยเรียนสอนให้ผ่าตัดแบบหนึ่ง แต่ปัจจุบันมีอุปกรณ์ใหม่ วิธีใหม่ ก็ต้องไปศึกษาเพื่อให้ทันยุค
ชีวิตหลังเกษียณของ นพ.เสรี ถูกดีไซน์ออกเป็น 3 ส่วน เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดไป โดย 60% แรก จะไปทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดมาตลอดชีวิต เพื่อไม่ให้เครียด เช่น การสอนหนังสือ เป็นวิทยากร หรือเป็นที่ปรึกษาของหน่วยงานที่เชื่อและศรัทธาในความสามารถของตัวนพ.เสรี รวมทั้งยังเป็นแพทย์รักษาผ่าตัดต่อไป
20% ต่อมา ในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ก็จะไปในสถานที่ๆ ชอบ กินเที่ยวไปตามสภาพของวัย และสถานะทางการเงินที่พอเหมาะ และอีก 20% สุดท้าย จะเติมเต็มความฝันที่ยังไม่ได้ทำตั้งแต่วัยเด็กจนถึงตอนนี้ เช่น ใฝ่ฝันอยากประดิษฐ์เครื่องมือใหม่ๆ หรือไปเรียนวาดรูปสีน้ำมัน
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้พูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่เสียชาติเกิดที่ได้เกิดมาเป็นคน” รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปิดท้าย ในขณะที่ตัวเลขของหน้าปัดนาฬิกาตั้งโต๊ะแสดงเวลา 16.00 น.พอดิบพอดี







