posttoday
บูรณาการข่าวกรอง

บูรณาการข่าวกรอง

30 กันยายน 2553

....ภูมิรัตน์ ทักษาติพงษ์

ฝ่ายการเมืองและหน่วยข่าวต้องพึ่งพากันอย่างแยกไม่ออก คล้าย “ผีกับโลง” ส่วนใครจะเป็นผีใครเป็นโลงก็ไปตกลงกันเองเมื่อต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน สองฝ่ายจำเป็นต้องทำงานอย่างให้เกียรติกันและกัน ฝ่ายการเมืองเป็นผู้กำหนดความต้องการด้านการข่าว ในขณะที่หน่วยข่าวเป็นผู้หาข่าวเพื่อตอบคำถามที่ฝ่ายการเมืองตั้งขึ้น

ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมักจะให้น้ำหนักความสำคัญเร่งด่วนอยู่ที่ “เสถียรภาพของรัฐบาล” เป็นสำคัญ ข่าวที่ฝ่ายการเมืองต้องการมักจะเป็นข่าวการเมือง หรือข่าวความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน ในขณะที่หน่วยข่าวต้องดำรงสถานะของความเป็นกลางทางการเมือง โดยจะไม่เข้าไปยุ่งกับการต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ หน่วยข่าวต้องรักษาหลักการนี้ไว้ให้ได้ เพราะเรื่องการเมืองไม่มีใครรู้ดีไปกว่านักการเมืองด้วยกันเอง เนื่องจากนักการเมืองเป็น “ตัวเล่น” บนเวที

หากฝ่ายการเมืองเข้าใจหลักการนี้ การทำงานร่วมกันมักไม่มีปัญหา การใช้หน่วยข่าวนั้นฝ่ายการเมืองต้องดูว่า หน่วยนั้นๆ มีขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเพียงใด มีความเชี่ยวชาญในด้านใด เพราะหน่วยข่าวแต่ละแห่งไม่ได้เชี่ยวชาญในทุกเรื่อง ฝ่ายการเมืองอย่าไปสั่งให้หน่วยข่าวทำในเรื่องการเมือง ขณะที่ฝ่ายข่าวก็ไม่ควรเอาใจฝ่ายการเมืองจนขัดกับหลักการ จนเกิดเรื่องราวใหญ่โต เช่น กรณี “วอเตอร์เกต” ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีต้องลาออก ถ้าสองฝ่ายเข้าใจกันได้ตามนี้ การทำงานร่วมกันก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น

ขณะเดียวกันหน่วยข่าวต้องเข้าใจว่า ฝ่ายการเมืองไม่ว่าพรรคใดก็ตามที่มาเป็นรัฐบาล คือ “สปอนเซอร์” ด้านการข่าว และเป็นผู้บังคับบัญชาตามสายงานที่กำหนดไว้ คำว่า สปอนเซอร์ หมายถึง เป็นผู้สนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ เพื่อให้หน่วยข่าวสามารถทำงานตอบสนองความต้องการของรัฐบาลได้ รัฐบาลจึงเป็นสปอนเซอร์ของหน่วยข่าวทั้งหมดในภาพรวม

หน่วยข่าวก็เหมือนกับ “หูตา” ของรัฐบาล ถ้าการข่าวไม่ดี รัฐบาลก็คล้ายกับคนหูหนวกตาบอด คนหูหนวกตาบอดคงทำอะไรไม่ได้ดี หากรัฐบาลไม่ต้องการให้ตนเองหูหนวกตาบอด ก็ต้องดูแลหูตานี้ให้ดี ส่วนหน่วยข่าวนั้นก็ต้องไม่ทำตัวเหมือนกับหูตาที่มืดมัว แต่ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการด้านการข่าวของฝ่ายการเมืองให้ได้

หน่วยข่าวต้องตระหนักเสมอว่า “นักการเมืองต้องการฟังในสิ่งที่เขาต้องการรู้” พวกเขาไม่ต้องการฟังในสิ่งที่เขาไม่อยากรู้ แม้หน่วยข่าวคิดว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่เขาควรจะรู้ก็ตาม นักการเมืองจะพูดสั้นๆ ตรงไปตรงมาว่าเขาต้องการรู้อะไร หน่วยข่าวก็ต้องไปหาข่าวที่นักการเมืองต้องการรู้มาให้ได้ แม้ความต้องการนั้นจะเป็นข่าวทางยุทธวิธี หรือข่าววันต่อวันก็ตาม

เมื่อนักการเมืองไม่รู้ในสิ่งที่เขาต้องการ หรือรู้แล้วแต่ยังไม่จุใจ สิ่งที่เรามักได้ยินคือ ต้องปฏิรูปฝ่ายข่าว หรือต้องปรับปรุงหน่วยข่าว หรือต้องบูรณาการหน่วยข่าว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยข่าวว่า จำเป็นต้องปรับปรุงหูตาของรัฐบาลให้เห็นและได้ยินชัดเจนขึ้น หน่วยข่าวก็ต้องหันมาปฏิรูปตนเองอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันรัฐบาลอยากได้ของดีก็ต้องกล้าลงทุน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แม้มีต้นตอมาจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ปัญหาได้ก้าวพ้นการต่อสู้ทางการเมืองในระบบรัฐสภาไปสู่การใช้ความรุนแรง ซึ่งกลายเป็นปัญหาความมั่นคงไปแล้ว ดังนั้นหน่วยข่าวต้องหาทางตอบคำถามของฝ่ายการเมืองให้ได้ “การบูรณาการหน่วยข่าว” ซึ่งมีอยู่มากมาย การประสานงานอย่างใกล้ชิด และการแลกเปลี่ยนข่าวสารและข่าวกรองอย่างตรงไปตรงมาและสุจริตจริงใจเป็นสิ่งจำเป็น

แต่จำเป็นกว่านั้นและควรจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนสูงกว่า คือ “การพัฒนาบุคลากรด้านการข่าว” หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเก่งๆ สักคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เวลานานพอควร คนที่ทำงานข่าวได้ดีในวันนี้ คือ คนที่ถูกฝึกปรืออย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ 510 ปีที่แล้ว คนที่ได้รับการฝึกอบรมในปีนี้ คือ คนที่เตรียมตัวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพใน 5 ปีข้างหน้า เจ้าหน้าที่ข่าวกรองจะถูกฝึกอบรมให้ไปหาสายลับชั้นดีมาทำงานให้ กล่าวกันว่า “สายลับที่ดีหนึ่งคนมีค่าเท่ากับทหารหนึ่งกองทัพ” เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองจึงต้องมีศักยภาพสูงกว่าสายลับ

การพัฒนาบุคลากรด้านการข่าวในวันนี้ต้องเริ่มพัฒนาจาก “ค่านิยม” และ “วิธีคิด” การอุทิศตัวเพื่อ “ปกป้องประเทศชาติ ราชบัลลังก์” การสร้างบุคลากรที่ไม่มีเพียงแค่ความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องมีสติปัญญาที่สามารถแยกแยะความถูก ผิด ความดีความชั่วออกจากกันได้ และยึดมั่นในผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นที่ตั้ง เจ้าหน้าที่ข่าวต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของ “ลัทธิยอมจำนน” หรือทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ แต่ต้องคิดค้นหาวิธีการที่จะเอาชนะอุปสรรคหรือมุ่งหาข่าวที่ต้องการนั้นให้ได้ ในวงการข่าวกรองต้องไม่มี “เจ้าหน้าที่ข่าวแตงโมและมะเขือเทศ” เจ้าหน้าที่ข่าวต้องมีแต่สีแดง ขาว และน้ำเงิน อยู่ในจิตวิญญาณเท่านั้น

แน่นอน รัฐบาลและหน่วยข่าวปฏิเสธความรับผิดชอบในเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นแทบจะเป็นรายวันในขณะนี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่หน่วยข่าวทหาร ตำรวจ พลเรือน ต้องการ คือ ความร่วมมือจากประชาชน ในการเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสให้ นี่คือ “การร่วมมือระหว่างหน่วยข่าวกับประชาชน” ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก โดยหน่วยข่าวต้องจัดหาวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดให้กับประชาชนที่ให้ร่วมมือ

นอกจากตำหนิรัฐบาลและหน่วยข่าวแล้ว ประชาชนอย่าลืมตำหนิและประณามคนที่วางระเบิดรายวันด้วย ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม เพราะคนพวกนี้คือคนที่ทำร้ายทำลายชาติตัวจริง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ