
ถอดหัวโขน
....อรุณ จิรชวาลา
วันนี้เป็นวันสุดท้ายในตำแหน่งของคนนับแสนคน งานเลี้ยงที่เริ่มมาเป็นเดือนแล้วกำลังจะเลิกรา ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป สำหรับคนที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าและทำใจได้ คุณภาพชีวิตอาจจะดีขึ้น เพราะจะได้ทำในสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเวลาและไม่มีโอกาสได้ทำ แต่สำหรับคนที่ปรับตัวและทำใจไม่ได้ ชีวิตอาจเต็มไปด้วยความเงียบเหงา เมื่อคนที่เคยล้อมหน้าล้อมหลังถอยห่างออกไป
ในหมู่ข้าราชการที่เกษียณอายุในปีนี้ มีคนที่มีชื่อเสียงและนั่งเก้าอี้สำคัญเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าให้ลงคะแนนเลือกคนที่เด่นที่สุด ผลน่าจะออกมา ดังนี้
หนึ่ง ตำแหน่งข้าราชการเกษียณอายุแห่งปีฝ่ายหญิง คงต้องยกให้หญิงเหล็กแห่งวังบางขุนพรหม คุณธาริษา วัฒนเกส ซึ่งเป็นผู้ว่าการหญิงคนแรกของธนาคารแห่งประเทศไทย เธอก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งในสมัยรัฐบาล คมช. เมื่อผู้ว่าการคนเดิมลาออกไปร่วมรัฐบาล
คุณธาริษาโชคดีที่เป็นผู้ว่าการฯ ในยุคสมัยที่ฐานะการเงินของประเทศดีขึ้นมากแล้ว และมีส่วนสำคัญในการทำให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ใน 4 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง ทุนสำรองของประเทศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะส่วนที่สะสมเพิ่มในสมัยของเธอคนเดียวก็มากกว่ายอดรวมที่สะสมกันมาก่อนหน้านั้นทั้งหมด
แต่ปัญหาในการทำงานของเธอก็มาจากการจัดการกับความร่ำรวยนี่แหละครับ เพราะยิ่งรวยค่าเงินก็มักจะยิ่งแข็ง ทำให้ผู้ส่งออกและเกษตรกรเดือดร้อน เธอเริ่มต้นในตำแหน่งผู้ว่าการฯ ด้วยปัญหาค่าเงินแข็ง และจบลงด้วยเรื่องเดียวกัน ถ้าจะมีรอยด่างหลงเหลืออยู่บ้างในความทรงจำหลังเกษียณ ก็น่าจะเป็นมาตรการสำรอง 30% เพื่อสกัดการไหลเข้าของเงินทุน ที่ประกาศใช้ภายในไม่กี่เดือนแรกที่เป็นผู้ว่าการฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดทุนของประเทศอย่างรุนแรง
เดือนก่อนแค่มีข่าวลือว่าอาจจะมีการนำมาตรการประเภทนี้กลับมาใช้อีก ก็ทำให้นักลงทุนขวัญหนีดีฝ่อกันถ้วนหน้า
บางคนอาจไม่ยอมรับในความเก่งของคุณธาริษา แต่คงมีน้อยคนที่ปฏิเสธไม่ยอมรับในความกล้าของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่ถูกกระทรวงการคลังยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชนจ้องจะเล่นงาน
สำหรับผม คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของคุณธาริษา คือ ความมุ่งมั่น ทุ่มเท ให้กับงานในหน้าที่ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน หรือวาระซ่อนเร้นใดๆ แอบแฝง ถ้าผิดถูกวัดกันที่ความบริสุทธิ์ของเจตนา คะแนนที่คุณธาริษาได้รับก็จัดอยู่ในเกรดเอบวก ซึ่งในหมู่ข้าราชการเกษียณอายุในปีนี้ คงมีน้อยคนที่จะได้คะแนนสูงขนาดนี้ และสำหรับข้าราชการรุ่นหลังก็สมควรยึดถือเป็นแบบอย่าง
สอง ตำแหน่งข้าราชการเกษียณอายุแห่งปีฝ่ายชาย คงต้องยกให้ผู้บัญชาการกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้ซึ่งเป็นขุนพลหลักในการทำรัฐประหารเมื่อ 4 ปีก่อน และก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งผู้นำกองทัพในปีต่อมา เมื่อหัวหน้าคณะปฏิรูปเกษียณอายุราชการ
ตลอด 3 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง พล.อ.อนุพงษ์ถูกหลายคนกล่าวหาว่าไม่เอาจริงในการต่อสู้และจัดการกับกลุ่มอำนาจเก่า และเสียเวลาไปกับการเอาตัวเองให้รอด ไม่ว่าขั้วไหนจะได้เป็นรัฐบาล
แต่ถ้ามองด้วยสายตาที่เป็นกลาง เราก็คงต้องยอมรับว่า พล.อ.อนุพงษ์แสดงตนมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งว่ายึดมั่นในหลักการของทหารประชาธิปไตย ไม่อยากให้กองทัพเข้าไปยุ่งกับการเมือง
มีข้อสังเกตที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ พล.อ.อนุพงษ์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และหนีไม่พ้นที่จะต้องมีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นจำนวนมากที่เอนเอียงและสนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่า จึงอาจไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ หากท่านจะยึดแนวทางประนีประนอมและปรองดองมากกว่าทหารอีกบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกือบทุกคนเชื่อโดยปราศจากข้อเคลือบแคลง คือความเป็นทหารเสือราชินีที่ยึดมั่นในประเทศชาติและราชบัลลังก์ และเมื่อถึงเวลาต้องก้าวลงจากหลังเสือ ท่านก็ทำได้สง่างามไม่แพ้ผู้บัญชาการทหารบกคนอื่นๆ การส่งมอบภารกิจให้ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ก็เป็นไปด้วยความราบรื่น
สาม ประเภททีม กลุ่มข้าราชการเกษียณอายุแห่งปี คงต้องยกให้เพื่อนร่วมรุ่นของคุณทักษิณ ทั้งที่อยู่ในกองทัพ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และที่กระจัดกระจายอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ คนเหล่านี้ ในสมัยที่คุณทักษิณเรืองอำนาจ มีความพยายามในการรวมกลุ่มและเกาะกลุ่มกันอย่างต่อเนื่องและเหนียวแน่นยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ในวันที่คุณทักษิณถูกโค่นอำนาจ เพื่อนร่วมรุ่นของคุณทักษิณได้ก้าวขึ้นมาเกือบถึงจุดสูงสุดในวงการราชการแล้ว กล่าวกันว่า หากคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกเพียง 12 ปี ก็จะสามารถรวบอำนาจทั้งหมดให้อยู่ในอุ้งมือได้อย่างเบ็ดเสร็จ
แม้จะอยู่ในสภาวะที่ถูกยึดอำนาจ ถูกยึดทรัพย์ ถูกตัดสินจำคุก และตัวตนต้องอยู่ต่างประเทศ แต่ในความพยายามต่อสู้และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง คุณทักษิณก็ยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนในเกือบทุกวงการข้าราชการ ส่วนหนึ่งก็คงมาจากอิทธิพลและบารมีของเพื่อนร่วมรุ่น ที่ยังคงความเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั่นเอง
ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เมื่อเพื่อนร่วมรุ่นของคุณทักษิณกลุ่มใหญ่ต้องลุกจากเก้าอี้ และมีคนอื่นมานั่งแทน ก็เป็นที่คาดหวังกันว่าปัญหาความแตกแยกทั้งภายในกองทัพและภายในหน่วยงานราชการอื่นๆ จะลดน้อยถอยลง เพราะสัจธรรมในวงการข้าราชการประจำคือ ไปแล้วไปลับ ต่างจากวงการอื่นๆ อีกหลายวงการที่มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่
หลายคนตั้งความหวังเอาไว้ว่า เมื่อภายในสังคมข้าราชการมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น ในที่สุดความแตกแยกทางความคิดในหมู่ประชาชนก็จะพลอยเบาบางลงด้วย
อยากเห็นการเกษียณอายุของข้าราชการในปีนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการลดระดับความรุนแรงทางการเมือง และช่วยให้ประเทศชาติกลับสู่ภาวะปกติในเร็ววัน







