
"มีชัย"ยันไม่ใช่มือประสานปรับครม.
"มีชัยแจงไม่ใช้ผู้ประสานในการปรับครม. ระบุไม่ได้มีศักยภาพที่จะทำได้ ขี้คสช.-ครม.ลงสมัครส.ส.ไม่ได้
"มีชัยแจงไม่ใช้ผู้ประสานในการปรับครม. ระบุไม่ได้มีศักยภาพที่จะทำได้ ขี้คสช.-ครม.ลงสมัครส.ส.ไม่ได้
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยว่า ส่วนตัวไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลหรือฝ่ายใดในการทำหน้าที่ประสานงานกับอดีตนักการเมืองเพื่อไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ เพราะตนเองไม่ได้มีศักยภาพที่จะดำเนินการดังกล่าวได้
นายมีชัย กล่าวว่า สำหรับรูปภาพที่ตนเองเดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และ นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตรัฐมนตรีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแต่เป็นการเดินทางต่างประเทศตามปกติเท่านั้น อีกทั้งนายปรีชาก็ไม่ได้สนใจการเมืองแล้ว จึงคิดว่าการเดินทางไปจีนไม่ได้มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด
"รัฐบาลจะดำเนินการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างไรก็เป็นเรื่องของรัฐบาล คงจะไปให้คำปรึกษาหรือประสานงานได้"นายมีชัย กล่าว
เมื่อถามว่า หากคนในรัฐบาลจะตั้งพรรคการเมืองสามารถทำได้ในเวลานี้ใช่หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ต้องแยกกันระหว่างการลงสมัครสส.กับการตั้งพรรคการเมือง โดยการลงสมัครสส. บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ได้กำหนดชัดเจนว่าหากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะลงสมัครสส.ได้ก็ต่อเมื่อได้พ้นจากตำแหน่งเป็นเวลา 90 วันนับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันได้พ้นระยะเวลาดังกล่าวออกมาแล้ว จึงเท่ากับว่าไม่สามารถลงสมัครสส.ได้ แต่ส่วนการตั้งพรรคการเมืองและเป็นการสมาชิกพรรคการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายรองรับเอาไว้ ซึ่งสามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ขณะที่ กรธ.ต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปีอยู่แล้ว
นายมีชัย กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. กรธ.ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่กรธ.กำลังคิดว่าอาจจะรอให้การทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส.เสร็จก่อน และส่งร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไปให้สนช.พร้อมกันในวันที่ 28 พ.ย. เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาในชั้นสภา เพราะร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมีเนื้อหาบางส่วนที่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้คิดว่าหากมีความจำเป็นก็อาจต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหนึ่งคณะเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไปในคราวเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดการลักลั่นในการพิจารณาเนื้อหาในร่างกฎหมาย







