
สธ.เลิกบัตรทองทั่วประเทศ ต.ค.ใช้เลข13หลักรักษาฟรี
โพสต์ทูเดย์
— ต.ค.นี้ พกบัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรีทุกโรคแทนบัตรทองนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ต.ค. ประชาชนสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรทอง เพื่อเข้ารับการรักษายังสถานพยาบาลที่เคยขึ้นทะเบียนไว้ได้ฟรี แต่หากกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินก็สามารถเข้ารับการรักษายังจังหวัดที่เกิดเหตุได้ทันที ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนตามโครงการรักษาฟรี 48 ล้านคน แค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียว
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้มีความพร้อม 100% ในการเปิดให้บริการ เนื่องจากได้เตรียมงานมากว่า 6 เดือน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลให้แก่ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนสถานพยาบาลที่ยังไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตก็จะมีการส่งข้อมูลให้ทันสมัยทุกๆ 7 วัน ซึ่งมั่นใจว่าหลังจากเปิดโครงการในวันที่ 1 ต.ค. จะไม่มีปัญหาใดๆ
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ประชาชนที่ไม่มีบัตรประชาชนสามารถใช้บัตรที่ทางราชการออกให้แทนได้ โดยต้องมีรูปถ่ายพร้อมเลข 13 หลักกำกับไว้อย่างชัดเจน นอกจากในเด็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชนก็สามารถใช้ทะเบียนบ้านหรือสำเนาสูติบัตรแทนได้เช่นกัน
“
สิทธิการรักษาจะครอบคลุมในทุกโรค โดยเฉพาะโรคที่สำคัญ อาทิ โรคเอดส์ มะเร็ง เบาหวาน ความดัน ไต ยกเว้นการฟอกไตด้วยเครื่องจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 500 บาท” นายจุรินทร์ กล่าวด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ. กล่าวว่า ได้ทำหนังสือสั่งการพร้อมซักซ้อม และทดลองระบบในทุกจังหวัดแล้ว มั่นใจว่าจะให้บริการได้อย่างไร้ปัญหา หากประชาชนมีปัญหาสามารถร้องเรียนสายด่วน สปสช. 1330 ได้
ทั้งนี้ ความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ที่มีการวอล์กเอาต์ของกลุ่มแพทย์ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายจุรินทร์ถือเป็นความคืบหน้า เนื่องจากมีผู้ออกจากห้องประชุมไปเพียง 7 องค์กร จากทั้งหมด 30 องค์กร คาดว่าจะได้ข้อสรุปในการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุขอีกครั้งในวันที่ 12 ต.ค.นี้ ที่มีปลัด สธ.เป็นประธาน
สำหรับการสั่งซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3 สายพันธุ์ จำนวน 2 แสนโดส นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า จะตกประมาณโดสละกว่า 200 บาท หรือมีมูลค่าราว 40 ล้านบาท วัคซีนจะมาถึงประเทศไทยประมาณกลางเดือน ต.ค.นี้ ส่วนจะจัดซื้อจากบริษัทใดนั้น ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะเป็นผู้ดำเนินการ







