
"ตูน ทำให้ปลายด้ามขวานกลับมาครึกครื้น-มีพลัง-มีความสุข" เรื่องเล่าจากช่างภาพก้าว
สังคมออนไลน์เผยแพร่โพสต์เรื่องราวบรรยากาศระหว่างที่ ตูน บอดี้สแลม วิ่งในจังหวัดยะลา ทำให้เกิดพลังแห่งความสุขขึ้นในพื้นที่อีกครั้ง
สังคมออนไลน์เผยแพร่โพสต์เรื่องราวบรรยากาศระหว่างที่ ตูน บอดี้สแลม วิ่งในจังหวัดยะลา ทำให้เกิดพลังแห่งความสุขขึ้นในพื้นที่อีกครั้ง
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ในสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพพร้อมโพสต์ข้อความจากเฟซบุ๊กช่างภาพหนุ่มชื่อ “Puttharuk Mhong Putthiprechapong” โดยเขาเป็นหนึ่งในทีมช่างภาพในกิจกรรม “ก้าวคนละก้าว” ที่ “ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวงบอดี้สแลม ตั้งใจวิ่งจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไปยังอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระยะ 2,191 กิโลเมตร เพื่อหาเงินช่วยเหลือโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ ได้ออกมาถ่ายทอดบอกเล่าความรู้สึกและความประทับใจระหว่างการวิ่งของนักร้องดัง โดยมีเนื้อหาบางส่วนว่า
“จากมุมมองความรู้สึกของช่างภาพที่ได้เข้าไปร่วมบันทึกภาพงาน ก้าว
ผมมีโอกาสถูกส่งไปเบตงเพื่อให้ไปบันทึกภาพงานก้าว ซึ่งผมทราบข่าวเกี่ยวกับงานนี้ทางสื่อมาพอสมควร แล้วรู้สึกตกใจว่ามันจะเป็นไปได้เหรอด้วยระยะทางขนาดนั้น ตูนจะไหวเหรอกับการที่ต้องวิ่งระยะที่เกินกว่ามาราธอนแทบทุกวัน รวมถึงเส้นทางที่ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัย
เบตง ผมได้ยินชื่ออำเภอนี้มานานแล้วเป็นอำเภอใหญ่ในจังหวัดยะลาอยู่ใต้สุด ผมนั่งเครื่องบินไปลงหาดใหญ่หลังจากนั้นก็ต่อรถตู้ไปยังที่พักใช้เวลา 5 ชั่วโมง และไอ้ทางที่เราผ่านมาโค้งแล้วโค้งเล่า ลวดหนามด่านรักษาความปลอดภัยต่างๆแม้กระทั่งเนินเขา นี่แหละตูนต้องวิ่งผ่าน
วันที่ 1 พ.ย. ตูนเริ่มก้าวแรกจากป้ายใต้สุดแดนสยาม สิ่งที่ผมเห็นและได้ยินมาอำเภอเบตงที่เงียบสงบ กลับดูครึกครื้น ดูมีพลัง ชาวบ้านทุกคนตั้งใจทำบุญ ดูมีความสุขที่ได้ทำบุญร่วมกับตูน วันนี้เบตงดูคึกคักมาก แม้จะเบียดเสียดกันไปบ้าง ทันทีที่ตูนเริ่มวิ่ง ชาวบ้านหลายคนทั้งคนในและนอกพื้นที่ต่างออกมาวิ่งส่งกำลังใจให้ตูน และอีกหลายคนแม้ไม่ได้วิ่งก็มาร่วมส่งเท่าที่ตัวเองไหว บางคนดูเหนื่อยแต่เค้ายังยิ้มอย่างมีความสุข และตลอดทางที่ตูนวิ่งไปก็จะมีชาวบ้านมาดักรอเพื่อขอเซลฟี่ ขอลายเซ็นต์ ตูนเป็นกันเองและเต็มใจจะเซลฟี่กับทุกคน ผมไม่เห็นเค้าอารมณ์เสีย ขี้เกียจหรือปฎิเสธใครเลย แฟนคลับตูนมีตั้งแต่เด็กเล็กถึงคุณยาย ผมคิดว่าถ้าจบงานนี้ตูนคงเป็นดาราที่เซลฟี่กับแฟนๆ มากที่สุดในโลกแล้วล่ะมั้ง
ทุกครั้งที่จบแต่ละช่วง ตูนจะเข้าไปพักในรถบัสโดยใช้เวลาไม่นานนัก บางช่วงก็ต้องมีการออกมามอบรางวัล มารับเงินบริจาคต่างๆ
ส่วนเรื่องความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ทุกนายมาช่วยดูแลด้วยความเต็มใจ และทำงานอย่างเต็มที่ ผมมีโอกาสคุยกับเจ้าหน้าที่ท่านนึง เค้าบอกว่า ชุดเกราะที่เค้าใส่หนัก 5 กิโล ปืนอีก 2 กิโล บางคนซุ่มอยู่ในป่า บางคนอยู่ในรถหุ้มเกราะ เพื่อควบคุมสถานการณ์และความปลอดภัยของทุกคน
ในช่วงที่ 4 ท้องฟ้าเริ่มมืดลงอากาศเริ่มเย็นขึ้น ตูนเริ่มออกวิ่งพร้อมด้วยนักวิ่งที่ที่มีจำนวนน้อยลง ประกอบกับเส้นทางที่ไม่ค่อยราบเรียบมีการทำถนนเป็นบางช่วง และยังคงมีเนินอยู่สม่ำเสมอ ตลอดเส้นทางมีไฟรถช่วยนำทางให้ ตูนเริ่มเร่งความเร็วมากขึ้นเพื่อจะได้ถึงเส้นชัยเร็วตามเวลาที่ตั้งไว้
ระหว่างที่ตูนวิ่งอยู่นั้น ผมได้นั่งรถมาถึงเส้นชัยก่อนเพื่อที่จะดักรอถ่ายภาพที่สะพานแม่หวาด ซึ่งในพื้นที่มีคนมารอรับตูนอย่างใจจดใจจ่อ บางคนตามมาทั้งวันเพื่อมาส่งตูนที่นี่ ทุกคนดูเหน็ดเหนื่อยแต่ทุกคนดูไม่ท้อถอย ทันใดนั้นเองเมื่อตูนมาถึงที่หลายคนวิ่งเข้าไปจูงมือตูนเพื่อจะได้เข้าเส้นชัยไปพร้อมกัน ตอนนั้นผมรู้สึกปลื้มปิติ เพราะบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนในพื้นที่ ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบบรรยายกาศแบบนี้ ที่เบตง ผมรู้สึกเคารพและนับถือผู้ชายคนนี้ด้วยใจจริง นี่แค่ 1 วัน ยังเหนื่อยขนาดนี้คงเหลืออีก 50 กว่าวันที่ตูนยังคงต้องวิ่งไปจนถึงเหนือสุดแดนสยาม เรามาร่วมเป็นกำลังใจกันดีกว่าครับ” เจ้าของเรื่อง ระบุ
ภายหลังเรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็มีคนเข้าไปกดแชร์เรื่องราวดังกล่าวมากกว่า 1.6 พันครั้ง พร้อมกับร่วมแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจหนุ่มตูน เป็นจำนวนมาก







