
ไฟฟ้านิวเคลียร์เลื่อนจากปี’63 เตือนสำรองต่ำ
สนพ.ยอมรับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนเข้าระบบช้ากว่าปี 2563 รอสรุปผลศึกษาโครงการชงรัฐบาลปีหน้า
สนพ.ยอมรับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนเข้าระบบช้ากว่าปี 2563 รอสรุปผลศึกษาโครงการชงรัฐบาลปีหน้า
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง“ผ่าแผนพีดีพี 2010 ทางออกวิกฤตพลังงานไฟฟ้าประเทศไทย” ว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจต้องเลื่อนไปจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 ที่กำหนดไว้จะมีโรงไฟฟ้าแห่งแรกเข้าระบบการจำหน่ายในปี 2563 เนื่องจากมีขั้นตอนในการทำความเข้าใจกับประชาชนตลอดจนการเตรียมพร้อมในเรื่องสถานที่ตั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกมาก
สำหรับเบื้องต้น ปีนี้จะสรุปรายละเอียดการเตรียมพร้อมของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะการกำหนดสถานที่ตั้งที่เหมาะสม ตลอดจนบุคลากรที่จะมารองรับ ซึ่งใช้เวลาจัดทำแผนนี้มา 3 ปี คาดช่วงต้นปีหน้าจะสามารถเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาตัดสินใจให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกเกิดในประเทศไทยหรือไม่
“ยอมรับว่าแผนพีดีพีต้องมีการทบทวนเป็นระยะๆ เนื่องจากแผนโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบอาจต้องเลื่อนหลายแห่ง ทั้งโรงไฟฟ้าเอกชน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ยังไม่มีความแน่นอน ส่วนความเสี่ยงที่จะตามมาคือปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะในปี 2557 เป็นจุดที่น่าห่วง เพราะคาดการณ์สำรองไฟฟ้าจะเหลืออยู่ที่ 9.7% ต่ำกว่ามาตรฐานสำรองที่ 15%ผลจากโรงไฟฟ้าเอกชน 2 แห่ง ที่ต้องย้ายที่ตั้งจนเลื่อนเข้าระบบ” นายวีระพล กล่าวอย่างไรก็ตามจะพยายามดูแลปริมาณสำรองไฟฟ้าให้เพียงพอโดยรักษามาตรฐานสำรองไฟฟ้าให้ได้ 15%ซึ่งในช่วงนี้ปริมาณสำรองไฟฟ้ายังมีเพียงพออยู่ที่ระดับ 21.3%
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า แนวทางแก้ไขเพื่อรักษาปริมาณสำรองไฟฟ้าให้เพียงพอในระหว่างที่โรงไฟฟ้าแห่งใหม่ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้นั้น มีอยู่ 6 แนวทาง คือ 1. เร่งรัดให้โรงไฟฟ้าวังน้อย หน่วยที่ 4 และโรงไฟฟ้าจะนะเข้าระเบบให้เร็วขึ้น 2. เลื่อนการปลดระวางโรงไฟฟ้าเก่าที่หมดอายุ ได้โรงไฟฟ้าบางปะกงหน่วย 12 กำลังการผลิต 1,100 เมกะวัตต์ 3. นำโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางจากระบบปี 2552 มาซ่อมบำรุงเป็นกำลังผลิตสำรองฉุกเฉิน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้หน่วยที่ 45 กำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์
4. ปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในระบบให้มีประสิทธิภาพดี หรือมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 5. ประสานกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เพื่อเร่งรัดให้โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(เอสพีพี)ประเภทพลังความร้อนร่วม ที่ได้รับการอนุมัติปี 2553-2557 จำนวน 1,644 เมกะวัตต์ ให้เป็นไปตามแผนพีดีพี และ 6. ให้เรคกูเลเตอร์ เร่งประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากเอสพีพีรอบปี 2558-2564 กำลังการผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ รวมทั้งให้กฟผ.ปรับปรุงระบบสายส่งเพิ่มเพื่อรองรับจำนวนโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้ารบะบให้เพียงพอ
ส่วนกรณีการซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ นั้น กำหนดสัดส่วนไว้ไม่เกิน 20% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวม เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน ตามแผนพีดีพีกำหนดไว้ที่ 11,669 เมกะวัตต์
สำหรับการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมาจะอยู่บนพื้นฐานของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ซึ่งไม่ได้สูงเกินไปตามทีมีนักวิชาการออกมาแสดงความเป็นห่วง โดยปี 2553 เดิมคาดการณ์ตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ไว้ที่ 23,249 เมกะวัตต์ จากจีดีพีที่ 4% แต่พบว่าตัวเลขพีคที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 24,009 เมกะวัตต์ เนื่องจากเศรษฐกิจมีการขยายตัวต่อเนื่อง







